A PHP Error was encountered

Severity: Notice

Message: Only variable references should be returned by reference

Filename: core/Common.php

Line Number: 257

Suranand Live กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง บันเทิง กีฬา

งามหน้า

by ownermdo_newshealth3_730.jpg | 05-05-2011

 

งามหน้า

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม 2554

เปิดรายงานกันเต็มๆแล้วสำหรับองค์กร Human Rights Watch (HRW) หรือ “กลุ่มสิทธิมนุษยชนสากล” ภาคพื้นเอเชีย ที่เขียนขึ้นในหัวข้อ “Descent into Chaos. Thailand’s 2010 Red Shirt Protests and the Government Crackdown" หรือ "จมดิ่งสู่หายนะ การชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงและการปราบปรามของรัฐบาลไทยในปี 2553" อันเป็นผลการสอบสวนสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองของประเทศไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

อย่างนี้ละครับ เมื่อรัฐบาลไม่มีความรับผิดชอบพอที่จะทำการสืบสวนสอบสวนอย่าง “เป็นกลาง” และ “ใจเป็นธรรม” ย่อมมีองค์กร “อิสระ” ที่มีความเป็น “อิสระ” จริง และ “กล้า” เปิดเผย (ไม่ใช่ “เรื่อยๆมาเรียงๆ” อย่าง คณะกรรมการชุด ดร. คณิต ณ นคร) ทำรายงานและเปิดเผยให้สาธารณชนรู้

ซึ่งมีข้อสังเกตเบื้องต้นคือ ขนาด “ฮิวแมน ไรต์ วอตช์” ยังสัมภาษณ์ รวบรวมหลักฐานได้ขนาดนี้ “โดยเป็นข้อมูลได้จากการสัมภาษณ์พยานผู้อยู่ในเหตุการณ์ นักข่าว นักสิทธิมนุษยชน นักการเมือง นักกฎหมาย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ความมั่นคง และผู้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ความรุนแรง รวม 94 คน” ทำไมรัฐบาลไทย รัฐสภาไทย หรือ คณะกรรมการพิเศษที่ตั้งขึ้นมา จึงทำไม่ได้ “ปกปิด” หรือ “เกรงใจ” กันจนหลักการเสื่อม?

ที่สำคัญหรือ รายงานฉบับดังกล่าว วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา และ “โดน” กันถ้วนหน้าก็ว่าได้ ทั้งสองฝ่ายมีส่วนในการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะรัฐบาลที่ใช้อาวุธเข้าสลายการชุมนุม และผู้สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีส่วนในการเผาอาคารห้างร้าน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบและหาผุ้รับผิดชอบเช่นกัน

แต่น้ำหนักดูจะไปลงที่รัฐบาล ที่หลักฐานปรากฏชัดหลายเรื่องตามรายงานที่มีทั้งเนื้อหาคำบรรยายและรูปภาพ ขณะที่ช่วงการแถลงข่าวมีการเปิดคลิป และเชิญ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ นางสาวกมนเกด อัคฮาด หรือ "น้องเกด" พยาบาลอาสาที่ถูกสังหารหมู่ในวัดปทุมวนาราม เมื่อ 19 พฤษภาคมปีที่แล้ว มาร่วมด้วย

นายแบร็ด อดัมส์ ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของ ฮิวแมน ไรต์ วอตช์ แถลงว่า “จากการติดตามผลของสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า 2 ฝ่าย ประกอบด้วย รัฐบวกกับกองทัพ และฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังไม่ยอมรับความจริงที่แต่ละฝ่ายใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง ร้ายแรง ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าไม่มีการยอมรับก็ไม่อาจนำไปสู่การเอาผิดกับผู้ที่ทำผิดได้ ทำให้การสืบสวนหาผู้กระทำความผิดไม่คืบหน้า”

“โดยเฉพาะผลการสอบสวน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่มีความชัดเจนและไม่ไปถึงไหน สังคมมีข้อกังขา มีแต่เพียงการแถลงข่าว การสอบสวนไม่ให้ข้อมูลแก่สาธารณะ อย่างเช่นการจับคนชุดดำตามที่รัฐกล่าวอ้างมีจริงหรือไม่ และจับตามจำนวนข้อเท็จจริงมีกี่คนแล้ว สถานะเป็นอย่างไร สังคมไม่ได้รับรู้”

“อย่างกรณีการใช้สไนเปอร์ของทหารถือว่ามีความผิดชัด เพราะกรณีนี้ไม่ใช่สงคราม และการจะยิงคนต้องมีอาวุธ แต่ที่เห็นภาพการตาย ส่วนใหญ่พบว่าจะยิงคนไม่มีอาวุธ และยิงบนจุดสำคัญ เช่น ศีรษะ หัวใจ จนถึงแก่ความตาย หรือถ้ายิงก็ไม่ควรถึงตาย ฉะนั้นการที่จะยิงคนได้คนๆ นั้นต้องมีอาวุธ และที่หนักกว่าก็คือในกลุ่มผู้เสียชีวิตยังมีผู้สื่อข่าวและอาสาพยาบาลรวม อยู่ด้วย”

“การสอบสวนในส่วนการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การใช้สไนเปอร์ที่วัดปทุมวนารามมีแต่ความล่าช้า ไม่โปร่งใส จนทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ดูเหมือนว่าหน่วยงานรัฐมีความตั้งใจดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงมากกว่า ขณะเดียวกัน การเผาสถานที่สำคัญๆ ไม่ได้เกิดเฉพาะที่ห้างเซ็นทรัลเวิล์ดเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกว่า 30 จุดทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่แกนนำเสื้อแดงประกาศบนเวที เหมือนกับเป็นนโยบาย จึงขอให้คนเสื้อแดงยอมรับการตรวจสอบในส่วนนี้ด้วย”

ในรายงานโดยสรุประบุชัดว่า “สาเหตุที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากส่วนใหญ่เพราะเจ้าหน้าที่ความ มั่นคงของรัฐ ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมถึงการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม และใช้สไนเปอร์ หรือทหารพลซุ่มยิงยิงใส่ผู้ชุมนุม นอกจากนั้น รัฐบาลไทยยังปิดกั้นสื่อ และดำเนินมาตรการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงหลายประการ อีกทั้งเมื่อสลายม็อบไปแล้วก็ยังไม่ยุติการละเมิดสิทธิ อาทิ จับกุมสมาชิก นปช.โดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา พร้อมนำตัวไปคุมขังยังสถานที่ที่ไม่เหมาะสม และปล่อยให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงทำร้ายคนเหล่านี้”

งามหน้าจริงๆครับ!!