A PHP Error was encountered

Severity: Notice

Message: Only variable references should be returned by reference

Filename: core/Common.php

Line Number: 257

Suranand Live กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง บันเทิง กีฬา

ดีเบต

by ownermdo_newshealth3_736.jpg | 18-05-2011

 

ดีเบต

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 18 พฤษภาคม 2554

จำได้ว่าเลือกตั้งทีไรต้องลงมือเขียนเรื่อง “ดีเบต” หรือ การ “โต้วาที” ของผู้สมัคร อันเป็นการผสมผสานการ “แสดงวิสัยทัศน์” กับการ “ตอบคำถาม” โดยประจันหน้าให้ผู้ชมเปรียบเทียบกันจะๆ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกโดยเฉพาะในยุคของโทรทัศน์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้เสนอตัวเป็น “ผู้แทน” หรือ “ผู้นำ” ไม่ว่าจะระดับชาติหรือท้องถิ่นจะต้องจัดให้มี

นักการเมืองอย่างในสหรัฐอเมริกาที่ไต่เต้าขึ้นมาจะผ่านเวทีหลายระดับ จึงมีความเชี่ยวชาญพอควร คือมีทักษะการนำเสนอในเวทีลักษณะดังกล่าว แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะ “ถนัด” เหมือนกัน ดังนั้น การ “ดีเบต” จึงไม่ใช่เวทีเดียวที่นักการเมืองที่เป็นผู้สมัครจะขึ้นมาพูด หากแต่แน่นอนต้องมีเวทีปราศรัย การสัมภาษณ์พิเศษ ตลอดจนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเวที “โชว์เดี่ยว”

แต่อย่างว่า เหมือนการ “ชกมวย” เมื่อผู้จัดเวทีสามารถเอามวยคู่เอกมาขึ้นเวทีเดียวกันได้ ใครๆก็ตองอยากดูมากกว่า!!

ผู้สมัครที่จะขึ้นเวที “ดีเบต” นั้นมีหลายปัจจัยที่ต้องห่วงและระวัง อย่างแรกแน่นอนคือ หนึ่ง เรื่องเนื้อหา หากตัวเองไม่รู้จริงในเรื่องที่จะพูดก็ไม่ควรขึ้นประชันโฉม แต่เรื่องนี้ก็ต้องขอบอกว่า หากไม่รู้จริงก็ไม่ควร “อาสา” มาทำงานแต่แรก!!

สอง คือ การเตรียมตัว ถึงแม้จะรู้เรื่องจริง เข้าใจประเด็น แต่หากไม่เตรียมตัว ไม่ซ้อม คิดไปเองว่าแน่รู้เรื่องแล้วขึ้นพูดที่ไหนก็ได้ ตกเวทีตายมาหลายคนแล้ว เพราะในการ “ดีเบต” นั้น แรงกดดันสูง คำถามและการโต้ตอบถึงจะต้องใช้ “ไหวพริบ” แต่ “ไหวพริบ” ที่ดีจะเกิดได้เมื่อมีการซ้อมซักจนเมื่อฝ่ายตรงข้ามพูดอะไรสามารถพลิกให้ “เข้าทาง” ตัวเองได้ อย่างผู้สมัครในสหรัฐฯไม่ว่าตำแหน่งใด จะต้องมีการ “ซ้อม” หลายครั้งในหลากประเด็น และมีการ “ซ้อมใหญ่” คือ หาคนมายืน “เล่น”เป็นคู่ต่อสู้ นำนโยบายวิธีการของคู่ต่อสู้ที่ทีมงานศึกษามาอย่างดี ดูเทปกันมานับร้อยชั่วโมง เพื่อเลียนแบบให้เหมือนที่สุด มาประชันกัน ทำให้เมื่อถึงวันจริง ขึ้นเวทีจริง ความประหม่าและความหวาดหวั่นต่างๆจะลดลงไป

สาม และนี่เป็นเรื่องที่เป็นสัจธรรมของยุคโทรทัศน์ คือ คนหน้าตาดีจะได้เปรียบ อย่างเมื่อปี 1960 ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายริชาร์ด นิกสัน “หล่อ” ไม่เท่า นายจอห์น เอฟ แคนเนดี้ แถมยังแพ้ไฟบนเวทีเหงื่อออก จนคะแนนการ “ดีเบต” เทไปที่ นายแคนเนดี้ ซึ่งในที่สุดก็คว้าชัยชนะไปอย่างฉิวเฉียด

สี่ แน่นอน คน “พูดเก่ง” ได้เปรียบ พูดลื่นไหล ใช้คำเพราะ ทักษะทางภาษาดี แต่เป็นอุทาหรณ์เสมอว่าคนพูดเก่ง ใช่ว่าจะทำงานเก่งเสมอไปไม่ว่าในวงการใด คนซื่อๆก้มหน้าก้มตาทำงานในออฟฟิส พูดเสนอตัวไม่เก่ง สู้พวก “เสนอหน้า” พูดจาหว่านล้อมชักแม่น้ำทั้งห้าไม่ค่อยได้ นักการเมืองก็เหมือนกัน ต้องไปดูผลงานในอดีต พูดแล้วทำจริงหรือไม่ หรือบางทีก็ต้องดูที่ข้อเขียน เพราะบางคนคิดว่าพูดแล้วหายไป แต่พอให้เป็นลายลักษณ์อักษรจะไม่กล้า กลัวคนเอามายืนยัน

ซึ่งปัญหานี้ลดไปในยุคที่เปิด “YouTube” ยืนยันกันบนมือถือได้ (ฮา)

ร่ายมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงคิดว่าแล้วผมคิดอย่างไรกับการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาท้า “ดีเบต” กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์หมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย?

เห็นจะต้องบอกตมตรงว่า เมื่อเปรียบมวยแล้ว ทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ ย่อม “เก๋า” กว่า ด้วยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย และถือว่าเป็นนักการเมืองที่ “พูดเก่ง” ใช้ภาษาได้ดี ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ใครโต้ในสภาฯ ปราศรัยแข่ง หรือ ขึ้นเวที “ดีเบต” ด้วย เอาชนะได้ยาก

ส่วนเรื่องหน้าตานั้น ความสวยความหล่อ กินกันไม่ลง!!

ด้านประสบการณ์งาน นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทางการเมืองและประเด็นสาธารณะจึงรู้เรื่องมากกว่า แต่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ก็มีจุดเด่นที่ นายอภิสิทธิ์ ไม่มี คือการบริหารองค์กรธุรกิจ เข้าใจการบริหาร และทำงานมีโครงการที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง ทั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ นั้น “ติดดิน” บุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน และที่ได้เปรียบมากคือ “ความสด” ไม่ต้องมาปกป้องผลงานที่ล้มเหลวในอดีตหรือเรื่อง 91 ศพ ทั้งความทรงจำเกี่ยวกับยุครุ่งเรือง สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกฯ อยู่ในความทรงจำที่ดีมากกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน อาจต้องทำให้ชัดเจนเรื่องการเข้ามาช่วย “พี่ชาย” ให้พ้นคดี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไดประกาศชัดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ต้องรอว่าดูว่าจะมีการ “ดีเบต” เกิดขึ้นหรือไม่ แต่ไม่ต้องขึ้นเวทีเดียวกัน งานนี้ก็ “มันหยด” แล้วครับ!!