พบ ผบ.ทบ.

by ownermdo_newshealth3_749.jpg | 08-06-2011

 

พบ ผบ.ทบ.

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพืสยามรัฐ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 2554

นักข่าวก็ช่างถามจริง ถามกลับไปกลับมาเหมือนตีปิงปอง แต่เอาละอาชีพต้องหาข่าว แถมมีคนเปิดประเด็นให้เสร็จสรรพไม่ถามก็กระไรอยู่

เปิดฉากด้วย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไประบุว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งก็จะมีปฏิกิริยาต่อต้าน ต้องถูกแย่งชิงอำนาจไปอีก ซึ่งทำให้นักข่าวนำไปถาม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย

โดยเธอได้ตอบทำนองว่า “ประเทศชาติบอบช้ำมามากแล้ว อยากให้ทุกคนเห็นด้วยกับเสียงของประชาชน ตนยินดีเข้าไปรับคำแนะนำหรือหารือถ้ากองทัพให้โอกาส ส่วนกระแสการปฏิวัตินั้น จากที่ ผบ.ทบ.ระบุว่าไม่มี เชื่อว่าเจตนาทุกคนคงไม่อยากเห็นประเทศไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย และการเลือกตั้งต้องบอกว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะเป็นเสียงประชาชน”

“เชื่อว่าการเลือกตั้งจะผ่านไปได้ด้วยดี เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะหลายคนอยากให้เป็นอย่างนั้น เลือกตั้งจะผ่านไปด้วยดี และสุดท้ายได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องอะไรที่จะทำให้สะดุดนั้น ไม่อยากคิดอย่างนั้น วันนี้บรรยากาศประชาชนเป็นคนเรียกร้องให้ยุบสภา แสดงว่าประชาชนต้องการให้มีการเลือกตั้ง”

เลือกที่จะเล่นบทอ่อนน้อมถ่อมตน เดินเข้าหาผู้ใหญ่ และย้ำหลักเจตนารมณ์ในการรักษา “ประชาธิปไตย” ไว้ให้แข็งแรง และ “อำนาจ” เป็นของ “ประชาชน” ทั้งยัง “ดักคอ” ผบ.ทบ.ไปกลายๆ

เมื่อติดตามอ่านข่าวนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก การที่ผู้ที่เป็นข้าราชการทหารในตำแหน่งสูงสุดคือ ผู้บัญชาการทหารบก นั้น ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยมาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง จะมีแต่บางช่วงบางตอนเท่านั้นที่ “ทหาร” อยู่ในค่ายเป็น “มืออาชีพ” ซึ่งส่วนใหญ่จะมีผลต่อเนื่องภายหลังจากเหตุการณ์ประท้วงและนองเลือด มีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 หรือ พฤษภาคม 2535

ช่วงเวลาดังกล่าวเรียกว่า แต่งเครื่องแบบออกจากบ้านยังไม่กล้า!!

ผิดกับเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม 2553 ปีที่แล้ว ที่ถึงมีผู้เสียชีวิต 91 คน บาดเจ็บอีกนับพัน แต่รัฐบาลคงยืนอยู่ได้ จึงทำให้ “ผบ.ทบ.” ยังออกมาให้ความเห็นทางการเมืองได้ ไม่เหมือนทหารในระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต้องเป็นกลาง และไม่ดำเนินการใดๆแม้ให้ความเห็นที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งอันเป็นการแทรกแซงกระบวนการที่ประชาชนจะแสดงเจตนารมณ์ของแต่ละคน ไม่ว่าในส่วนลึกจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

ทั้งเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏแล้ว ไม่ว่าใครจะชนะ ใครจะเป็นรัฐบาล “ทหาร” ไม่มีหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ต้องเรียกนักการเมืองมาพบมาตกลง โน้มน้าวหรือพูดแกมบังคับให้พรรคโน้นพรรคนี้จับมือกัน เพราะ “ทหาร” ต้องยอมรับเจตนารมณ์ของประชาชน และต้องพร้อมที่จะทำงานให้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง

ทำให้มาถึงประเด็นที่สองที่คิดแล้วก็แปลกดี หรือนี่คือประชาธิปไตยแบบไทยๆ เพราะ นางสาวยิ่งลักษณ์ นั้น กำลังหาเสียงเป็น “นายกรัฐมนตรี” เดินสายของฉันทานุมัติจากประชาชนทั่วประเทศ และหากเธอได้เข้าดำรงตำแหน่งนั้นจริง ก็จะเป็นผู้บังคับบัญชาขอ ผบ.ทบ. มีอำนาจอันชอบธรรม (และต้องใช้อย่างชอบธรรม) เหนือการดำเนินการใดๆของกองทัพในฐานะประมุขฝ่ายบริหารของประเทศ

แล้วทำไมต้องยินดีเข้าไปรับคำแนะนำ??

ในประเทศประชาธิปไตยต้องกลับกันเสียอีก อย่างในสหรัฐอเมริกาผู้ที่เป็นฝ่ายค้าน และมีแนวโน้มที่จะได้เป็นประธานาธิบดี จะมีขั้นตอนที่ต้องได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคง ยิ่งหากเลือกตั้งชนะแต่ยังไม่ได้รับตำแหน่งฝ่ายความมั่นคงจะให้เข้าถึงชั้นความลับที่ลึกขึ้นเพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่ง เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว เรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ชาติ ใครที่ประชาชนเลือกเข้ามา ประชาชนให้อำนาจมาแล้ว ฝ่ายทหารจะต้องดูแลให้เขาเหล่านั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

แต่อย่างว่าประเทศไทยยังไม่พัฒนาเช่นนั้น ไม่เพียงแต่ทหารบางคนหรอก แม้ข้าราชการประจำ หรือ นักการเมืองเอง เมื่อสวมหัวโขนดำรงตำแหน่งต่างๆทำเหมือนได้ “ศักดินา” ครองอาณาจักรทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน ทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบ จัดซื้อจัดจ้างของใช้ไม่ได้ก็ทำลืมๆกันไป

ขนาด คนยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ยึดสี่แยกกลางเมือง ชอบก็ปล่อย ไม่ชอบก็ลุย เศร้าใจจริงๆ!!