ตรวจสอบ

by ownermdo_newshealth3_750.jpg | 09-06-2011

 

ตรวจสอบ

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2554

เป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองที่จะต้องถูก “ตรวจสอบ” อย่างที่มีคำพูดทีเล่นทีจริงว่า หากอยากรู้ว่าในชีวิตทำอะไรมาบ้าง ให้มาเล่นการเมือง เพราะเดี๋ยวจะมีคนมาช่วยขุดค้นประวัติ ตั้งแต่เมื่อแรกเกิด เรียน มีแฟน มีเมีย มีกิ๊กกี่คน ครอบครัวทำอาชีพอะไร สุจริตหรือไม่ และอื่นๆอีกมากมาย

บางทีไม่ได้ทำ ไม่เคยยุ่งเกี่ยว ยังมีคนอุตส่าห์ช่วย “แต่งเรื่อง” ว่าทำ สร้างพยานหลักฐานเท็จก็มี ซึ่งต้องชี้แจงกันไป ส่วนประชาชนและสื่อมวลชนจะเชื่อกันหรือไม่อยู่ที่พยานหลักฐานและเครดิตของตัวนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาแต่ละคน ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่นำมาสู่ข้อกล่าวหานั้นๆ

ที่สำคัญคือพอมีตำแหน่งแล้ว การตรวจสอบยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และหากทำผิดหรือพลาด ย่อมมีโอกาสตกเป็นเหยื่ออันโอชะของศัตรูคู่แข่งที่พร้อมจะขย้ำให้ตายคาตำแหน่งไปได้

ดังนั้นเรื่องที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนกล่าวหา จาก นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ประธานเครือข่ายคัดค้านนิรโทษคอรัปชั่น (คนท.) และ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นั้น เป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหวัง

แหม..ปล่อยให้หาเสียง “ขโมยซีน” พระเอกรูปหล่อในดวงใจ (อำมาตย์) มาตั้งนาน จะปล่อยให้เดินทำหน้าสวยต่อไปเรื่อยๆได้อย่างไร?!?

และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ยังต้องฝ่าฟันวิบากกรรมอีกหลายเรื่องกว่าจะไขว่คว้าดวงดาวเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย” ได้ คงมีอีกหลายดอกที่พร้อมจะหาทางปักลงบนตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งผู้ที่ดำเนินการอย่างน้อยก็คงหวังที่จะบั่นทอนกระแสความแรง และหากเป็นไปได้ก็ให้ล้มคว่ำไปเลย ไม่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ก็ช่วงซาวเสียงเป็นนายกฯและการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะมี “ข้อต่อรอง” กันหลายเรื่อง

และหาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้นั่งแท่นนายกรัฐมนตรีจริง เรื่องราวที่ “หว่าน” ไว้อาจถูกสานต่อและเก็บเกี่ยวโดยการชุมนุมประท้วง และการเดินหมากกลในศาลอีกรอบ

โดยหลักการแล้ว การตรวจสอบนักการเมืองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการ และที่ดีที่สุดคือให้พรรคการเมืองตรวจสอบกันเอง หรือสื่อมวลชน เพื่อเปิดโปงผู้กระทำผิด ตลอดจนผู้ที่ไม่เหมาะสมด้วยแนวคิดหรือพฤติกรรมที่เสนอตัวมาเป็นผู้แทนราษฎร แต่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบ ขุดคุ้ยนั้น ย่อมต้องมีกรอบที่ดีงามกำกับด้วย

ประการแรก คือ บางเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว และไม่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต ควรละเว้น เช่นคู่สมรสเป็นโรคร้าย บุตรมีปัญหาชีวิตหรือเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้ไม่ควรนำมาแฉหรือใช้โจมตีทางการเมือง

ประการที่สอง ต้องไม่มีการนำเรื่องเท็จมาแต่งผสมผสานกับเรื่องจริง ทำให้ประชาชนเชื่อในทางที่ผิด ปั่นข่าวปลุกอารมณ์โดยไม่ฟังเหตุผล สร้างความเกลียดชังโดยไม่มีหลักฐานชัด และไม่ให้บุคคลอื่นตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน ตัวอย่าง เช่น ผังขบวนการล้มเจ้า หรือในการชุมนุมกลุ่มเสื้อสีบางครั้งมีการเล่าเรื่องทำนองเท็จครึ่งจริงครึ่ง ทำให้คนที่ฟังเชื่อไปก่อนจนไม่ว่าอีกฝ่ายจะชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟังแล้ว เพราะถูกล้างสมองจนฝังใจ เป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล

ประการที่สาม ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสเป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ว่าฝ่ายใดจะมีอำนาจเป็นรัฐบาล สื่อมวลชนต้องตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ และต้องแสดงความรับผิดชอบหากผิดพลาด อย่างกรณีที่ นายแดน แรเดอร์ สื่ออาวุโสในสหรัฐอเมริกาเสนอข่าวการเข้ารับราชการทหารของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผิดพลาด ไม่ตรวจสอบหลักฐาน เมื่อพบว่าไม่ถูกต้อง ก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากสถานี

ประการที่สี่ พึงระวังผู้ที่อ้างว่า “เป็นกลาง” และต้องการตรวจสอบนักการเมือง แต่ตรวจสอบอยู่ฝ่ายเดียว คือฝ่ายตรงข้ามกับพวกตนเอง ใช่ว่าพวกฉันทำผิดทำหลับตาข้างหนึ่งมองไม่เห็น กระบวนการยุติธรรมบิดเบือน สื่อมวลชนถูกกดดัน หรือเกรงใจไม่ “กัดติด” อย่างกรณีที่นักการเมืองรุกที่ป่าสงวนเห็นเงียบๆกันไปนักต่อนักแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการปฏิรูประบบตรวจสอบของกรรมิการสภาฯและองค์กรอิสระด้วย ไม่เช่นนั้นหลายเรื่องถูกเปิดโปงถูกแฉ และเมื่อสื่อไม่เล่นต่อ กลับไม่มีใครเป็นที่พึ่งได้ เพราะสภาฯ “อ่อน” และองค์การอิสระ “ลำเอียง” เล่นเกมไล่บี้ฝ่ายเดียวที่ตนชอบหรือได้ผลประโยชน์เท่านั้น

เมื่อไม่มีความยุติธรรม คนไม่ดีที่ช่องให้หลบ ระบบเป็นสองมาตรฐาน ความเสียหายตกอยู่กับประชาชนทุกคน!!