ลดความเสี่ยงทางการเมือง เพื่อเศรษฐกิจไทยมั่นคง

by suranand | 01-01-2008

 

ความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หากความเสี่ยงทางการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่งมีสูง ไม่ว่าจะมาจากปัจจัยในประเทศ เช่น การช่วงชิงอำนาจทางการเมืองโดยมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง ปัจจัยจากต่างประเทศ เช่น การที่จะเข้าสู่ภาวะสงคราม หรือเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักลงทุนรีรอที่จะตัดสินใจ และอาจไปลงทุนในประเทศอื่นก็เป็นได้

 สำหรับประเทศไทยเองในปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองค่อนข้างสูง ทั้งนี้สะท้อนได้จากความเห็นของนักธุรกิจ นักลงทุนทั้งในไทยและเทศ
 
สถาบัน Vision of Humanity ได้จัดดัชนีความสันติสุขโลก (Global Peace Index) ประจำปี 2008 จากดัชนีชี้วัดหลายตัว เช่น ระดับอาชญากรรมรุนแรง แนวโน้มการเกิดการก่อการร้าย แนวโน้มการประชุมประท้วงที่อาจบานปลาย การเคารพสิทธิมนุษยชน อัตราประชากรถูกฆ่าตาย ความไม่มั่นคงทางการเมือง ฯลฯ โดยผลปรากฎว่า ประเทศที่มีความสงบสุขมากที่สุดในโลกคือ ไอซ์แลนด์ ตามมาด้วย เดนมาร์ก นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น
 
ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 118 จาก 140 ประเทศ และในหมู่กลุ่มประเทศอาเซียนกันเองไทยได้ตำแหน่งรองสุดท้าย ชนะเพียงพม่าประเทศเดียว ทั้งนี้อันดับดังกล่าวยังตกลงจากปีที่แล้ว (2007) ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 105 ส่วนประเทศที่มีลำดับต่ำกว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเทศที่มีข่าวในทางลบวัดได้จากการปรากฎภาพและข่าวใน CNN เป็นประจำ เช่น เคนยา ปากีสถาน เลบานอน เกาหลีเหนือ ซูดาน ฯลฯ
 
ในขณะเดียวกันเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสถาบันวิจัยตลาดทุน ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 118 บริษัท ใน 8 อุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่ารวม (มาร์เก็ตแคป) คิดเป็น 60% ของมาร์เก็ตแคปตลาดรวม ผลสำรวจออกมาว่าประมาณ 76% เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี โดยผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นว่าควรหันมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า แทนที่จะวนอยู่กับการแก้ไขปัญหาทางการเมือง
 
ผู้อ่านที่เป็นนักธุรกิจคงทราบดีว่า ไม่มีใครลงทุนอะไรที่จะคุ้มทุนใน 1 ปีได้ (ธุรกิจที่ถูกกฎหมาย) ดังนั้นถ้านักธุรกิจเห็นว่าอายุของรัฐบาลสั้น การลงทุนที่ต้องใช้ทุนสูงก็จะชะลอลงหรือหยุดไป ในขณะเดียวกันนักลงทุนต่างประเทศที่หาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย แค่อ่านผลการสำรวจเรื่องความสงบสุขก็ต้องถอยกรู ไม่นับภาพการประท้วงปิดถนน มีการชกต่อยต่อสู้ระหว่างม็อบ ซึ่งก็คงสร้างความกังวลใจไม่น้อยให้กับแม้กระทั่งนักลงทุนที่ลงทุนอยู่แล้ว
 
แต่ถ้าจะกล่าวว่า ให้ทุกฝ่ายเลิกต่อสู้ทางการเมือง แล้วมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียวก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะถ้าคนในสังคมมีความเชื่อว่า โครงสร้างทางอำนาจที่เป็นอยู่เอื้ออำนวยต่อคนกลุ่มเดียว ไม่น่าไว้วางใจ จะปล่อยให้ทำงานไปโดยไม่มีการคานและดุลอำนาจเลยก็อาจเป็นเผด็จการทุนนิยมเบ็ดเสร็จไปก็ได้
 
ดังนั้นจึงสำคัญอย่างมากที่ประเทศไทยต้องพยายามรักษาไว้ซี่งกฎกติกาตามระบอบประชาธิปไตย โดยทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ ยอมรับซึ่งกติกา และต้องเชื่อมั่นว่าวิถีทางประชาธิปไตยจะแก้ปัญหาได้
 
สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ ทั้งที่ประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์สหรัฐนั้นก็ถูกท้าทายหลายครั้ง แต่เพราะความเชื่อมั่นในแนวคิด การแก้ปัญหาก็เป็นไปตามวิถีที่ถูก ให้เสียงส่วนใหญ่เป็นผู้ตัดสิน และเมื่อมีแนวทางตลอดจนระบบการแก้ความขัดแย้งที่ลงตัว มีการถ่ายโอนอำนาจที่มีปฎิทินชัดเจน ทุก 4 ปี นักธุรกิจ นักลงทุนก็เกิดความมั่นคง ความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกวิถีทางแทบจะเป็นศูนย์ เศรษฐกิจสหรัฐฯก็เติบโตจนเป็นมหาอำนาจจนทุกวันนี้
 
สำหรับประเทศไทยนั้น ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด 76 ปี เป็นวงจรอุบาทว์ระหว่างการเลือกตั้ง การทุจริตคอรับชั่น และการรัฐประหาร รัฐบาลประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็จะง่อนแง่น ไม่มั่นคงเพราะเป็นรัฐบาลผสม ทำท่าจะดีเช่นหลังรัฐธรรมนูญ 2540 กับชัยชนะของ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย แต่ในที่สุดเงื่อนไขก็ถึงทางตัน เกิดรัฐประหาร 19 กันยาอีก
 
เศรษฐกิจของไทยก็จะขึ้นลงตามสถานการณ์การเมือง มีช่วงรุ่งโรจน์ และช่วงตกต่ำ แล้วแต่รัฐบาลจะมั่นคงและอยู่ต่อเนื่องเพียงใด โอกาสของคนเดินถนนที่จะลืมตาอ้าปากก็ขึ้นอยู่กับการช่วงชิงอำนาจของคนไม่กี่กลุ่ม
 
ถึงเวลาหรือยังที่ทุกฝ่ายจะยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบ และใช้ครรลองในระบอบประชาธิปไตยเป็นตัวตัดสินปัญหา ลดความเสี่ยงทางการเมือง เพื่อเศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตต่อเนื่องอย่างมั่นคงเสียที
 
พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Power Time ฉบับเดือนมิถุนายน 2551