ครึ่งปีหลัง 2551 อันตราย!!

by suranand | 01-01-2008

 

ประเทศไทยผ่านพ้นครึ่งปีแรกของปี 2551 มาอย่างทุลักทุเล เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมืองในประเทศพร้อม ๆ กัน

 แตกต่างกับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่เราโดนโรค “ต้มยำกุ้ง” ตอนนั้น ผลกระทบจากการโจมตีค่าเงินบาททำให้สถาบันการเงินไทยต้องล้มหายตายจากไปหลายราย ผู้ประกอบการที่ค้าขายกับต่างประเทศหรือกู้เงินเข้ามาต่างขาดทุนจากความเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยน จนต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายเป็นทิวแถว
 
ภาพของพนักงานบริษัทที่ตกงานต้องมาเปิดท้ายขายของด้วยความทุกข์ยากยังติดตาจนทุกวันนี้
 
ใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว มาดีขึ้นจริง ๆ ก็ในยุครัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ประมาณปี 2545-2546 ความมั่นใจจึงกลับคืนมา และปลดแอก IMF ได้ในที่สุด
 
ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเงินไทย จึงเปิดช่องให้ถูกโจมตีจากเหล่าHedge Fund ที่หากินอยู่ในโลกการเงินยุคโลกาภิวัฒน์ เมื่อมีการแก้ไขสร้างภูมิคุ้มกัน และวางระบบป้องกันให้รู้ทันก็แก้ปัญหาได้
 
ในขณะที่ปี 2540 ไม่มีความเสี่ยงทางการเมืองเลย ประชาธิปไตยดูจะหยั่งรากมั่นคง มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนประกาศใช้ ทำให้กติกาการเมืองลงตัว ต่างชาติมีความมั่นใจ
 
การไม่มีความเสี่ยงทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ถกเถียงแก้ปัญหากันในระบบ ไม่ก่อความวุ่นวายนอกกติกา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุรกิจนักลงทุนกลัวที่สุด
 
ส่วนวิกฤตปี 2551 นั้น วิกฤตเศรษฐกิจมีผลมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จาก 50-60 เหรียญต่อบาเรล เป็น 130-140 เหรียญต่อบาเรล โดยคาดกันว่า อาจถึง 200 เหรียญภายในปีนี้ นั่นหมายถึงน้ำมันหน้าปั๊มเมืองไทยที่ลิตรละ 60-70 บาทก็อาจมีให้เห็น
 
ที่สำคัญคือวิกฤตดังกล่าว เป็นวิกฤตที่ต้องเผชิญกันทั้งโลก และไม่ใช่วิกฤตการณ์ชั่วคราว ขึ้นแล้วลง หากแต่เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า น้ำมันไม่มีวันถูกลง เพราะทรัพยากรนี้ใกล้หมดแล้ว
 
ระบบเศรษฐกิจไทยต้องมีการปรับตัวกันอย่างหนัก และจะหนักกว่าช่วงปี 2540 ด้วย เพราะถึงขั้นที่ต้องทบทวนกระบวนการผลิตทั้งหมดเพื่อให้สะท้อนกับความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึง นั่นคือ ความสิ้นสุดของโลกยุคน้ำมัน
 
จะโชคดีก็ตรงที่ไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรม มีผลผลิตมากมาย ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ราคาพืชผลในตลาดโลกดี ทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคของประเทศยังมีความมั่นคง และมีลู่ทางที่ “เอาตัวรอด” ได้
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่!!
 
เมื่อหันมาพิจารณาภาคการเมือง จะเห็นว่าภาคการเมืองกลับกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศ เพราะสภาวะการเมืองที่ไม่แน่นอน เพราะเพิ่งกลับมาเป็นประชาธิปไตยหลังจากผ่านช่วงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาถึงการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550
 
ด้วยประชาธิปไตยไทยในช่วงนี้ก็ยังอ่อนแอ การทะเลาะที่ดูเหมือนจะไม่จบ ท่าทีรัฐบาลที่แข็งกร้าว รัฐมนตรีที่ไม่รู้งาน ม๊อบที่ปักหลักอยู่กลางถนน ล้วนแล้วแต่ส่งสัญญาณให้นักลงทุนถอยห่าง
 
ความไม่มั่นใจในความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาภายใต้กติกาของระบอบประชาธิปไตยทำให้ทุกสำนักการเงินในโลก ให้ความเสี่ยงประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่น ทั้ง ๆ ที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของเราดีกว่า
 
หกเดือนที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเสียโอกาส เสียเวลาไปมาก ถ้าระบบบริหารลงตัว แนวนโยบายการบริหารชัดเจน มีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำงานแก้ปัญหา คนไทยก็จะอยู่ในสภาวะที่มีความมั่นใจ และปรับตัวกับความผันแปรของโลกอย่างมีทิศทาง
 
ที่น่าเป็นห่วงคือหกเดือนข้างหน้าคงไม่ผิดจากที่ผ่านมาเท่าไหร่ ถ้าไม่แย่กว่า สิ่งที่จะรู้สึกรุนแรงขึ้นคือผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้น ต่อประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ
 
ทั้งนี้ในช่วงแรกของปีทุกคนยังกัดฟันทน เพราะคิดว่าวิกฤตจะผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง ราคาข้าวของที่ไม่ลดลงจะทำให้เงินทองที่พอเก็บหอมรอมริบไว้หมดลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่เหยียบ 10% จะทำให้รายได้โตไม่ทันรายจ่ายเพราะเงินเฟ้อกินหมด
 
โดยผลกระทบจะกว้างออกไปทุกสาขาอาชีพ และทุกระดับรายได้ ยกเว้นชนชั้นเศรษฐีที่ขณะนี้ก็มีข่าวว่าเอาเงินทะยอยออกไปไว้ที่สิงคโปร์แล้ว
 
โจทย์ที่ยากที่สุดคือ จะทำอย่างไรที่จะลดความขัดแย้งทางการเมือง โดยใช้กลไกกติกาของระบอบประชาธิปไตย และให้มีรัฐบาลที่ประกอบด้วยคนที่รู้ว่าควรจะต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร ทำงานอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เพื่อจะแก้ปัญหาให้เป็นระบบอย่างเต็มที่ สร้างความมั่นใจให้ทุกคน
 
แต่ด้วยเวลาที่เหลือไม่มาก ก่อนที่สภาวะเศรษฐกิจจะถึงจุดเดือด และส่งผลให้การเมืองยิ่งไม่มั่นคง เข้าสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง
 
ครึ่งปีหลัง 2551 จึงถือเป็นหกเดือนที่อันตรายอย่างแท้จริง!!
 
พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Power Time ฉบับเดือนกรกฎาคม 2551