การตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

by สุรนันทน์ | 01-01-2008

 

ประเด็นที่ถกเถียงกันกว้างขวางในปัจจุบัน คือคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกระบวนการตรวจสอบต่างๆ เพื่อตีกรอบการใช้อำนาจของนักการเมืองไม่ให้ใช้อำนาจเกินเลยในทางที่ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตคอรัปชั่น 

และเป็นการถูกต้องแล้ว ที่จะต้องมีการตรวจสอบกรณีของนักการเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด เพราะถือว่าเมื่ออาสาเข้ามาทำงานและประชาชนได้ให้ความไว้วางใจแล้ว จะใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องไม่ได้ เพราะทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีอากรของประชาชน
 
วิธีการตีกรอบคือ กำหนดคุณสมบัติที่พึงมีไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่างๆ นอกจากคุณสมบัติปกติ เช่น จะต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือวิกลจริตแล้ว ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังต้องเปิดเผยถึงทรัพย์สินหนี้สินที่มีอยู่ต่อสาธารณะ และยังมีข้อบังคับอื่นๆ เช่น การห้ามถือหุ้นในบริษัทห้างร้าน การถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทาน หรือการเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ
 
โดยปรากฎในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวดที่ 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ทั้ง การตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา 259-264 การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 265-269 การถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา 270-274 และการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275-278
 
และยังบัญญัติไว้ในหมวดที่ 13 เกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
 
แถมยังไม่ให้เป็นเจ้าของกิจการสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ตามมาตรา 48 เพราะเกรงการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
 
สำหรับผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจะต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่หนักที่สุด คือ กฎหมายลูกบัญญัติไว้ ไม่ให้ถือหุ้นในบริษัทใดๆเกิน 5 % โดยยังครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย เช่น กรณีของนายไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ภรรยาถือหุ้นเกิน และไม่ได้รายงาน จึงขาดคุณสมบัติ
 
ปัจจุบันมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตลอดจนวุฒิสมาชิก ซึ่งต่างคนก็ถือหุ้นอยู่ในบริษัทต่างๆ รวมถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ เพราะมีการกล่าวหาว่ามีหุ้นในโรงโม่หิน ซึ่งรับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งก็ต้องรอศาลวินิจฉัยเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป
 
สำหรับตำแหน่งอื่นๆ เช่น ข้าราชการระดับสูง และผู้ที่เป็นกรรมการองค์กรอิสระ ต่างต้องมีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่โดยระเบียบนั้นไม่ต้องเปิดเผย เพียงใส่ซองเก็บไว้ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ไม่ต้องแก้ผ้าล่อนจ้อนให้ทุกคนรู้ดังเช่นนักการเมือง ส่วนของปปช.เองยื่นต่อประธานวุฒิสภาเก็บไว้เช่นกัน
 
ซึ่งเริ่มมีการเสนออยู่เหมือนกันว่า ควรที่จะเปิดเผย เพราะบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปปช. หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมไปถึงศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง ต่างก็มีอำนาจที่จะชี้เป็นชี้ตาย จึงควรที่จะถูกตรวจสอบได้โดยตรงจากสาธารณชนด้วยมาตรฐานเดียวกันกับผู้ดำรงตำแหน่งอื่นๆ
 
ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั้น ก็ควรมีการเปิดเผยเช่นกัน เพราะในระดับข้าราชการประจำมีลู่ทางที่ทำมาหากินนอกระบบได้มาก อีกทั้งหากนักการเมืองฉ้อฉล แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการก็ยากที่จะสำเร็จ ต้องมีคนตั้งแท่น มีคนสนอง ความผิดจึงจะสำเร็จ
 
และวิธีที่ดีที่สุดคือ เปิดเผยในวงที่กว้างที่สุด เพื่อให้สาธารณชนเป็นผู้ตรวจสอบ โดยอาจนำรายละเอียดต่างๆของทุกคนขึ้นเว็ปไซด์ให้หมด พร้อมด้วยประวัติความเป็นมาประกอบด้วย จะได้เปิดเผยโปร่งใส ใครผิดปกติอย่างไร นอกจากองค์กรภาคประชาชนและสื่อมวลชนจะได้ช่วยตรวจสอบแล้ว ควรสนับสนุนให้ประชาชนเข้าไปดูด้วยตนเองด้วย
 
ในทางกลับกันนักการเมืองจะได้ตรวจสอบคนที่มาตรวจสอบตนเอง เป็นการสร้างระบบคานและดุลอำนาจไปในตัว โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้สายตาของประชาชนผู้ลงคะแนน ถ้ามีการกลั่นแกล้งกันประชาชนจะรับรู้ และเป็นกรรมการขั้นสุดท้ายเพราะมีสิทธิในการยื่นถอดถอน หรือไม่ลงคะแนนให้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
 
การให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ และร่วมในการตรวจสอบโดยตรง เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับประชาชน และถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย
 
พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Power Time ฉบับเดือนสิงหาคม 2551