เปิดอุทยานแห่งชาติเพื่อใคร?

by admin | 01-01-2008

 

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีแนวคิดประกาศเปิดอุทยาน 10 แห่ง เพื่อให้เอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่จัดบริการ มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี และลดราคาค่าเช่าพื้นที่จากตารางเมตรละ 30 บาท เป็นตารางเมตรละ 3 บาท เป็นข่าวที่ต้องติดตาม เพราะสะท้อนถึงแนวคิดที่แปรเปลี่ยนไปในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ

 

โดยมีอุทยาน “นำร่อง” 10 แห่ง คือ 1.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 2.อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง 3.อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 4.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน 5.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ 6.อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 7.อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย 8.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 9.อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และ 10.อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก

 

และมีเงื่อนไขเบื้องต้นหลายประการ เพื่อให้เอกชนเข้าเช่าพื้นที่บริหารจัดการ “โซนนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร” ซึ่งประกอบด้วย รีสอร์ท โรงแรม ศูนย์อาหาร ร้านขายของที่ระลึก และคาดว่าจะมีสัญญาในลักษณะเดียวกับที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ให้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเช่าพื้นที่บริเวณแยกลาดพร้าว

 

มีการตั้งไว้ด้วยว่าเอกชนที่เข้ามาต้องดูแล 3 ประเด็น คือ ประเด็นสิ่งแวดล้อมจะต้องจัดการอย่างมืออาชีพและยั่งยืน ประเด็นทางสังคมต้องให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม และประเด็นเศรษฐกิจต้องสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นกับชุมชนในพื้นที่

 

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า อยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียด โดย “ยังยืนยันว่าการจะเปิดให้เอกชนเข้ามาเป็นหนึ่งในวิธีการที่จะรักษาป่าเช่นกัน เพราะได้ทำมาหลายรูปแบบแล้ว ทั้งการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่วนการจะเปิดช่องให้เอกชนมาดำเนินการอาจจะดูขัดกับแนวทางอนุรักษ์ แต่ก็น่าจะลองดูว่าเอกชนจะเข้ามาช่วยได้ดีกว่าเดิมหรือไม่” แต่ก็เสริมด้วยว่า “ต้องเปิดใจกว้าง อย่าใจแคบ เก็บไว้ดูคนเดียว”

 

ที่ต้องตั้งคำถามในเรื่องนี้เพราะ แต่ดั้งแต่เดิม การดำเนินการต่างๆอยู่บนพื้นฐานปรัชญาของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าให้กับสัตว์และพันธุ์พืช รักษาเพื่อให้มีป่า มีต้นน้ำลำธาร มีความหลากหลายทางชีวภาพ

 

และเพื่อให้สิ่งเหล่านี้คงอยู่บนโลก โดยมนุษย์ต้องไม่เป็นผู้ทำลาย หากแต่ช่วยกันรักษาไว้ เพราะนอกจากเพื่อให้เป็นมรดกของลูกของหลานแล้ว ยังมีประโยชน์ในการค้นคว้าศึกษาวิจัยต่อไป อันอาจจะนำไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ ของโลกได้ในอนาคต

 

ปรัชญาดังกล่าวสะท้อนอยู่ในกฎหมายสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ประกอบกับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

 

ดังนั้นการอนุญาตให้มีรีสอร์ท และอาคารปลูกสร้างต่างๆขึ้นมา จึงเป็นสัญญาณอันตรายของความบิดเบือนในแนวคิดจากแนว “อนุรักษ์” เป็นแนว “ส่งเสริม” โดยองค์กรที่มีหน้าที่อนุรักษ์กลับจะมาแสวงหารายได้และกำไรเสียเอง

 

แนวคิดอนุรักษ์ยิ่งเพิ่มความสำคัญในภาวะพื้นที่ป่าอื่นๆในประเทศหายไปเป็นจำนวนมาก แค่วิ่งรถวนรอบเขาใหญ่ก็มีแต่รีสอร์ทเต็มไปหมด ทั้งระดับไฮโซ จนคนธรรมดา จึงไม่เห็นมีความจำเป็นต้องไปสร้างอีกภายในอุทยาน หรือถ้าลงไปตามหมู่เกาะเช่นสิมิลัน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีรีสอร์ทเพียงพอ ไปเที่ยวกันจนปะการังพังเป็นแถบๆไปแล้ว

 

ประกอบกับสิ่งเลวร้ายที่ตามมากับการพัฒนา โดยเฉพาะจากขยะ ซึ่งเป็นภัยอย่างยิ่งต่อสัตว์ป่าทุกประเภท และสัตว์น้ำ ปรากฎเป็นข่าวตลอดถึงการที่สัตว์ป่าหรือปลาทะเลเสียชีวิต และเมื่อผ่าท้องออกมาจะพบสาเหตุว่ามาจากการกินขยะเข้าไปมากจนเป็นพิษ

 

ไม่นับการหุงต้ม การนำรถยนต์ เครื่องจักร เครื่องปรับอากาศต่างๆตามกันขึ้นไปเป็นขบวน ล้วนแล้วแต่เร่งการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำโลกที่ร้อนให้ร้อนขึ้นไปอีก

 

การยกเลิกพื้นที่รีสอร์ทและสนามกอล์ฟของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยบนเขาใหญ่ และปิดเขาใหญ่เมื่อปี 2535 ภายใต้รัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นจุดเริ่มของแนวทางอนุรักษ์ฟื้นฟูผืนป่าที่ถูกต้อง อย่าให้ต้องย้อนยุคกลับไปเลย

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ว่าจะไม่ให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมเลย และไม่ได้เก็บไว้ให้ “คนกลุ่มเดียว” รีสอร์ทบางประเภทเสียอีก ถ้าสร้างขึ้นมาเป็นระดับ 5 ดาว ไม่ยิ่งเป็นการจำกัดสิทธิเสียมากกว่าหรือ

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีนโยบายที่ดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งการท่องเที่ยวฯทราบดีว่า ชาวต่างชาติส่วนใหญ่โหยหาความเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ดังนั้นการไปแตะต้องธรรมชาติ ไปสร้างรีสอร์ทที่รกหูรกตา ยิ่งทำให้ “คุณค่า” และ “มูลค่า” ของแหล่งท่องเที่ยวนั้นลดลง

 

เพียงแต่ว่าเมื่อมีผู้ไปเที่ยวแล้ว นอกจากจะต้องรักษาวินัย มีการให้ความรู้แล้ว ต้องมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าต่อวัน ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้เห็นกรมอุทยานฯประกาศนโยบายอยู่ น่าจะบังคับใช้ให้จริงจัง ส่วนบ้านพักที่มีอยู่เดิมให้กรมอุทยานฯบริหารเองได้ รัฐบาลจัดงบประมาณให้เพียงพอก็แล้วกัน

 

จัดเส้นทางเดินป่าดีๆ มีจุดพักที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ มีลักษณะการผจญภัยที่ไม่มีความเจริญทางวัตถุเข้าไปเกี่ยวข้อง ดีไม่ดีหารายได้ได้มากกว่า ต่อเนื่องยาวนานกว่าด้วยซ้ำ

 

มุมมองของการอนุรักษ์จึงเป็นหลักที่ต้องรักษา มีคุณค่าทางธรรมชาติ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กันอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาแสวงหากำไรได้จากพื้นที่อุทยานแต่อย่างใด

 

และนักการเมืองหรือข้าราชการก็ไม่ควรที่จะตกเป็นเหยื่อของกระแสทุนนิยม ที่จะต้องไปคิดแต่จะสร้างรายได้ หรือคิดจะมาหาเศษหาเลยจากการให้สัมปทาน

 

คงสภาพป่าในอุทยานให้เป็นมรดกลูกหลานไทยดีกว่าครับ!!

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Power Time ฉบับเดือน กันยายน