คณะรัฐมนตรี สมชาย 1

by admin | 01-01-2008

 

การเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่จะเป็นกันได้ทุกคน บางคนเข้าสู่วงการเมืองมานานแสนนาน คาดหวังว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกฯกับเขาบ้าง ก็ไม่ได้เป็น 

บางคนเข้าวงการใหม่พรวดพราดนั่งตำแหน่งเฉย ไม่มีอะไรแน่นอน
 
ดูอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรัฐมนตรีสมัยแรก ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช โดยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีดีกรีพิเศษ คือ เป็นน้องเขยอดีตนายกฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
 
เดินเจรจาจัดตั้งรัฐบาลในคณะ 3 ส. อยู่ดีๆ กลายเป็นต้องยืนแท่น ถูกสปอตไลท์ส่อง เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 เฉยเลย
 
แต่เมื่อเป็นแล้ว ก็ถือเป็นทุกขลาภ เพราะอำนาจบารมีไม่ได้มากับหัวโขนเสมอไป ต้องเข้าใจกลไก รู้จักระบบ มีเครือข่ายที่จะกดปุ่มให้วิ่ง ทำให้สิ่งที่สั่งการไปเป็นจริงได้ ซ้ำยังมีมือที่มองไม่เห็นต่อสู้กับเงาที่เห็นรางๆ ยิ่งหนักกว่าปกติ
 
แถมที่ทำงานยังต้องย้ายไปอยู่ถึงดอนเมือง เพราะทำเนียบรัฐบาลถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดครองมากว่า 1 เดือนแล้ว
 
นายกฯ สมชาย จึงมีภาระหน้าที่ที่หนักหน่วงเสียยิ่งกว่านายกฯคนอื่นๆในอดีตหลายเท่าตัว
 
เพราะเป็นการรับตำแหน่งกลางเขาควายแห่งความขัดแย้ง และความคาดหวังของคนไทยที่อยากเห็นสันติสุขกลับสู่บ้านเมือง
 
สำหรับหน้าที่แรกได้ทำไปแล้ว คือ การคัดเลือกบุคคลากรที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ซึ่งในระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบไทยๆนั้น การคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะไม่ค่อยได้บุคคลที่เหมาะกับตำแหน่งเสมอไป
 
ทั้งนี้เป็นเพราะเงื่อนไขทางโครงสร้างการเมืองที่พึ่งพิงเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และมือที่ยกในการประชุมพรรค ระบบโควตาเป็นใหญ่ ใครรวบรวมกำลัง มีเพื่อนฝูงลูกน้องมาก ก็ต่อรองตำแหน่งได้
 
และเหตุผลปัจจัยหลักหนึ่ง มาจากการที่พรรคการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ หรือพรรคการเมืองใหม่ ไม่ได้ออกแบบองค์กรในลักษณะที่เป็นระบบบริหารที่ทันสมัย ส่วนใหญ่เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความคิดคล้ายคลึงกัน หรือเป็นเพื่อนเป็นพรรคพวกกัน มาจากภาคจากจังหวัดเดียวกัน
 
แถมทักษะการขึ้นสู่อำนาจ กับทักษะ การใช้อำนาจนั้นคนละทักษะกัน คนที่เก่งเลือกตั้ง ไม่ใช่จะเก่งบริหาร โดยฉพาะการบริหารราชการกระทรวงทบวงกรม และเอาคนทำงานบริหารเก่งๆ ไปลงเลือกตั้งก็ตกมานักต่อนักแล้ว
 
ที่อยากเห็นการเมืองเป็นระบบ เป็นมืออาชีพ วางคนให้ถูกกับงาน หรือภาษาฝรั่งเขาว่า Put the right man on the right job จึงเกิดได้ยาก ต้องผสมผสานกันไป หน้าตาก็ออกมาอย่างที่เห็นๆกันอยู่
 
เมื่อจัดบุคลากรเสร็จ ไม่มีช่วง “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” ต้องเร่งทำงานพิสูจน์ฝีมืออย่างเต็มที่ โดยมีประเด็นหลักใน 2 มิติ
 
ประเด็นแรก คือ มิติเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่งผลกระทบที่รุนแรง ต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ และนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ
 
ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงต้องสร้างความชัดเจนในมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้น จนถึงปลายปี ปรับกระบวนยุทธจาก 6 มาตรการเดิม ให้ลงไปช่วยผู้ที่เดือดร้อนให้ตรงจุดมากขึ้น มีแนวทางสร้างงานสร้างโอกาสที่ชัดเจน งบประมาณปี 2552 เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 แล้ว ต้องเร่งเบิกจ่าย เพื่อให้งบลงสู่รากหญ้าผู้หาเช้ากินค่ำโดยเร็ว ตลอดจนตรึงอัตราดอกเบี้ย กระตุ้นเศรษฐกิจให้ประคองข้ามปีไปให้ได้
 
ทั้งจะต้องรับมือจากผลกระทบของวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ที่มีความรุนแรงเป็นประวัติการณ์
 
ส่วนเมกก้าโปรเจ็คต่างๆ ต้องให้เกิดความชัดเจนเช่นกัน นักลงทุนจะได้ตัดสินใจได้ถูก สำหรับการลงทุนในปีหน้า ที่สำคัญ คือ มาตรการพลังงานทางเลือกต่างๆจะต้องไม่ลดหย่อนลง ถึงราคาน้ำมันจะปรับลดลงแล้ว เพื่อพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
 
ประเด็นที่สอง คือ มิติการเมือง รัฐบาลใหม่ควรที่จะยกตัวเองออกจากการเป็นคู่ขัดแย้ง เผชิญหน้าจนเกิดความเสียหายเหมือนที่ผ่านมา ภาษาและท่าทีจะต้องนำมาสู่การเจรจาสมานฉันท์ และการรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน แม้กระทั่งจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
 
และต้องแสดงความพยายามอย่างจริงใจที่จะทำให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการ ตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอาจใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎร เปิดกว้างให้เป็นศูนย์กลางในการระดมความคิดเห็น ในการปฏิรูประบบการเมืองของไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
 
ตลอดจน รัฐบาลยังต้องแสดงความจริงใจที่จะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถึงมีความจำเป็นในหลายประเด็น แต่ควรให้มีการระดมความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ทั้งควรสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ
 
ส่วนงานจะสำเร็จแค่ไหนเพียงใดขึ้นกับความศรัทธา และความไว้วางใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ อยู่ที่บทบาทและท่าทีของนายกฯเป็นหลัก ถ้าประนีประนอมผ่อนปรน ใช้เหตุใช้ผล จะทำให้การเมืองลดความร้อนแรง อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในที่สุด
 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Power Time ฉบับเดือน ตุลาคม 2551