เงินทองของมายา

by admin | 01-01-2008

 

“เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” เป็นอมตะวาจาของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นักบุกเบิกด้านเทคโนโลยีการเกษตร

 
และที่เป็น “อมตะ” ก็เพราะยังเป็นความจริงที่ปรากฎ พิสูจน์ให้เห็นได้ โดยเฉพาะภายใต้ภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่ทั่วโลกต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้
 
เพราะต้นเหตุของวิกฤต มาจาก “เงิน” ที่เป็น “มายา” อย่างปฏิเสธไม่ได้!!
 
ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากระบบสถาบันการเงินที่ได้พัฒนาตราสารหนี้ประเภทต่างๆไว้จำนวนมาก มีทั้งความหลากหลายในรูปแบบ และความสลับซับซ้อนในสิ่งที่ตราสารนั้นๆ เป็นตัวแทน
 
เช่นการนำอสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพมาผสมกับทรัพย์สินอื่นๆ และขายออกมาเป็นตราสารหนี้ ที่เป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง มีมูลค่าในตัวเอง ซึ่งในวงการถือว่า “ความเสี่ยงต่ำ”
 
ยิ่งตราสารนั้นๆ ได้มีการรับประกันโดยวานิชธนกิจใหญ่ๆ เช่น เลห์แมนบราเธอรส์ ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจและเชื่อว่า มีสิ่งที่เป็นมหัศจรรย์แห่งการลงทุน คือ ตราสารที่ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งในที่สุดก็ชัดว่า ไม่มีจริง
 
เพราะเมื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือ “ซับไพรม์” เหล่านั้นล้ม และล่มสลาย ตราสารหนี้ที่ดูดีบนกระดาษ ก็พ่นพิษ สร้างความเสียหายกับผู้ลงทุนเป็นทอดๆ ตามหนี้สินที่ถูกทวง ไล่ไปทั้งสถาบันการเงินที่ซื้อตราสารนั้นๆไว้ จนถึงผู้ขาย และผู้ค้ำประกัน
 
ที่เป็นปัญหาใหญ่กว่านั้น คือ คนที่ลงทุนก็ไม่แน่ใจว่า “กระดาษ” ที่ตนถือไว้ มีอะไรซ่อนอยู่ภายใน จึงต้องมีการชำระบัญชีกันครั้งใหญ่
 
แต่ผลกระทบก็มีอย่างกว้างขวางไปแล้ว เพราะเมื่อตลาดไม่มั่นใจ ทุกอย่างก็ชะลอตัว การปล่อยสินเชื่อก็ลดลง เนื่องจากสถาบันการเงินกลัวความเสี่ยง เก็บเงินไว้กับตัวปลอดภัยกว่า หดตัวถดถอยไปทั่วโลก
 
และยังสร้างความผันผวนปั่นป่วนไปยังตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนตลาดสินค้าที่ซื้อขายล่วงหน้า และที่แลกเปลี่ยนกันในปัจจุบันทั่วโลก แม้แต่ขนาดร้านทองในประเทศไทยยังต้องหยุดขายทองคำแท่งไปหลายวัน ก่อนจะมาซื้อขายกันใหม่ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์บ้านเราดำดิ่ง มูลค่าลดลงไปแล้วกว่า 45 %
 
ทั้งมีการวิเคราะห์ด้วยว่า สาเหตุหนึ่งที่วิกฤตครั้งนี้ มีวงที่กว้างขวางและรุนแรง มาจาก การซื้อขายผ่านโลกอินเตอร์เน็ต เพราะทำให้เกิดความสะดวกสบาย การโอนเงินทองง่ายเพียงแค่ “คลิก” และก็มีความเชื่อว่าทุกคนจะได้รับรู้ข้อมูลก่อนการตัดสินใจ เพราะข้อมูลทุกอย่างอยู่บนอินเตอร์เน็ตแล้ว
 
แต่อินเตอร์เน็ตนั้น โดยแท้จริงเป็นส่วนหนึ่งของโลก “มายา” ซึ่งก็เรียกกันอยู่แล้วว่า “Virtual” หรือ “เสมือนจริง” เมื่อผู้คนการใช้เทคโนโลยีอย่างไม่ระมัดระวัง ไม่ตรวจสอบ ซื้อของเพียงเพราะโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ดูไส้ใน จึงได้รับความเสียหายดังที่เห็น
 
ประเทศไทยยังโชคดี ที่มีบทเรียนจากวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ธนาคารและสถาบันการเงินไทยจึงค่อนข้างจะระมัดระวังการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ และการปล่อยกู้ลูกค้าที่เสี่ยง ทั้งตลาดตราสารหนี้ก็ยังไม่พัฒนาไปไกล ผลกระทบในช่วงแรกของวิกฤตจึงยังน้อยอยู่
 
แต่ในระลอกสองนั้น จะรุนแรงขึ้น เพราะเมื่อเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรปถดถอย และญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เริ่มส่งสัญญาณแปร่งๆ การค้าขายระหว่างประเทศจะลดลง ทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัว
 
รวมทั้งการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศลดลงอย่างชัดเจน เพราะนักท่องเที่ยวเก็บเงินไว้ยามยาก เห็นได้จากการยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยในช่วงฤดูท่องเที่ยว “ไฮซีซั่น” ที่เริ่มแล้วในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก็จะรู้ทันทีว่า ปีหน้าถ้าไม่ระวังก็จะได้ “เผาจริง” ตามคำทำนาย
 
การออกมาตรการเศรษฐกิจที่ได้ประกาศไปแล้ว จึงมีความจำเป็น แต่ก็เป็นเพียงมาตรการป้องกันและรองรับทางการเงิน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีเงินหมุนไหลเวียนเพียงพอ และมีแหล่งเงินในระดับภูมิภาคที่พึ่งพิงได้
 
แต่รัฐคงต้องมีนโยบายเชิงรุกด้วย เพราะเงินทองนั้นเป็นของมายา แต่ “ข้าวปลาเป็นของจริง” ซึ่งประเทศไทยก็โชคช่วยอีก เพราะ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เพียงแต่ว่า บริหารจัดการให้ได้ประโยชน์สูงสุดหรือไม่เท่านั้นเอง
 
ดังนั้นนอกจากมาตรการเศรษฐกิจมหภาคด้านการเงินที่ออกมาแล้ว รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินมาตรการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า สร้างงานสร้างรายได้ และเพิ่มตลาดแรงงานไว้รองรับเศรษฐกิจที่ถดถอย ซึ่งเป็นมาตรการด้านการคลัง
 
โดยเฉพาะเมื่อมีการปิดโรงงานและเลิกจ้าง รัฐจะต้องวางระบบการจ้างงานชั่วคราวไว้รองรับ ซึ่งอาจรวมถึงการฝึกอบรม และการเสริมทักษะต่างๆด้วย
 
พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์รายสาขารายสินค้า ของภาคการผลิตจริง ทั้งในภาคเกษตร และอุตสาหกรรม ใช้โอกาสและความเข้มแข็งที่มี เพิ่มผลผลิต ปรับปรุงคุณภาพสินค้า เพิ่มมูลค่า เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะถึงคนในทวีปอื่นๆจะประหยัดอย่างไร ก็ยังต้องดำรงชีพด้วยอาหารการกิน ซึ่งไทยถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จึงต้องเสริมสร้างความได้เปรียบ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันความผันผวน
 
และ “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส” ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ อุดช่องโหว่ปิดจุดอ่อน เช่นเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งถึงแม้ราคาน้ำมันจะลดลงแล้ว แต่ “น้ำมัน” ก็เป็นสิ่งเดียวที่เราต้องพึ่งพาจากต่างประเทศ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติจึงต้องทำให้เป้นระบบมากกว่าที่เป็นอยู่ หากแหล่งพลังงานของชาติมีความมั่นคงขึ้นแล้ว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปในทิศทางที่วางยุทธศาสตร์ไว้ ก็จะง่ายขึ้น
 
สุดท้ายที่ต้องฝากไว้ด้วยว่า ในระดับปัจเจกชนบุคคลธรรมดานั้น รัฐต้องเร่งปลูกฝังจิตสำนึกการประหยัดการออม และการใช้ชีวิตที่พอเพียง เพราะจะเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว
 
ผลกระทบที่ “มายา” เป็น “ฝันร้าย” รอบนี้ ถ้าเตรียมตั้งรับไม่ดี “ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต” แน่นอน!!
 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Power Time ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551