พันธะสัญญาใหม่และประชาธิปไตย

by | 18-05-2009

 

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสฟังการบรรยายและพูดจากับบุคคลสองคนที่มีความคิดความอ่านน่าสนใจและอาจปรับใช้เป็นทางออกของประเทศได้ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

 

คนแรก คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ โดยผมได้มีโอกาสไปร่วมงานวิชาการจัดโดยคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์และเครือข่ายนิด้าสัมพันธ์ เป็นการสัมมนา “Thailand Lecture” ซึ่งมีบุคคลระดับแนวหน้าของประเทศ ทั้งนักวิชาการ และนักธุรกิจเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็น

 

ไม่ว่าจะเป็น ดร.ทนง พิทยะ, ดร.โอฬาร ไชยประวัติ, ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช, และ อ.แก้วสรร อติโพธิ พร้อมด้วยนักธุรกิจรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ อาทิ ดร.ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (ปตท.), นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ (กรุงไทย), นายศุภชัย เจียรวนนท์ (ทรู), นายสาระ ล่ำซำ (ไทยประกัน) ฯลฯ

 

ทำให้ได้มีโอกาสรับรู้ “ความจริง” ประเมินสถานะประเทศไทยในภาวะวิกฤตกันอย่างไม่มี “กั๊ก” และไม่มี “กลวง” เพราะอัดแน่นด้วยเนื้อหาความเห็นที่รัฐบาลและ “คู่ขัดแย้ง” น่ารับฟังยิ่ง

 

และ “ไฮไลท์” ของงานเห็นจะไม่พ้นรายการช่วงค่ำดินเนอร์ทอล์ก Thailand New Deal “พันธะสัญญาใหม่เพื่ออนาคตไทย” โดย ดร.สมคิด ที่ “เปิดใจ” และ “เปิดทาง” พร้อมกลับเข้าสู่ถนนการเมือง หากกลับมาแล้ว “สามารถทำให้ประเทศดีขึ้นได้”

 

แต่ถ้าทำอะไรไม่ได้ เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นไม่ได้ ก็ประกาศเช่นกันว่า “อยู่บ้านเลี้ยงลูกดีกว่า!!”

 

หัวใจชองการพูดเห็นจะเป็นการกล่าวถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมี “พันธะสัญญาใหม่” เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ ทำนองเดียวกับที่ ประธานาธิบดีแฟรงกลิ้น ดี. รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) ประกาศ “New Deal” เมื่อครั้งสหรัฐอเมริกา และโลกทั้งโลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงเข้าขั้น “Great Depression” ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

 

ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณลงไปในโครงการต่างๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็น “ข้อตกลง” ระหว่างรัฐและประชาชนที่จะร่วมมือร่วมใจกันกำหนดทางเดินอนาคตของชาติ ซึ่งจะต้องมีทั้งยุทธศาสตร์ (Strategy) ความเสียสละ (Commitment) และความกล้าหาญทางการเมือง (Political Will)

 

ที่จำเป็นต้องมีข้อตกลงใหม่หรือพันธะสัญญานั้น ไม่เพียงเพราะวิกฤตครั้งนี้รุนแรงและต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกจุด ไม่ว่าจะเรื่องของสินเชื่อที่ธนาคารต่างๆยังไม่ปล่อยออก ทำให้ธุรกิจและระบบเศรษฐกิจขาดสภาพคล่อง การส่งออกที่ไม่มีตลาดรองรับเพราะทุกตลาดในโลกเผชิญวิกฤตของตัวเอง ส่งผลให้คนตกงานจำนวนมาก ซึ่งไม่มีใครในประเทศไทยเคยมีประสบการณ์ในการดูแลคนตกงานมากขนาดนี้

 

ที่สำคัญคือที่กล่าวกันว่าวิกฤตรอบปัจจุบันเป็น “สึนามิ” นั้นจริง เพราะ “สึนามิ” นอกจะทำลายล้างสร้างความเสียหายแล้ว ยังทำให้เกิด "ภูมิทัศน์ใหม่" (New Landscape) ที่ต้องร่วมกันคิดว่าประเทศชาติของเราจะยืนอยู่อย่างไรภายใต้โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

เพราะความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ที่จะเป็น Geopolitics หรือภูมิ-การเมืองใหม่ของโลก โดยการผงาดขึ้นของเอเชีย และจีน (Asia Rising, China Rising) โดยมีประเทศอื่นๆเร่งปรับตัวรับโลกใหม่ เงื่อนไขใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย บราซิล หรือแม้แต่ สหรัฐฯและยุโรป ต่างไม่รีรอ ประเทศไทยจึงต้องกำหนด "ยุทธศาสตร์" ให้ชัดเจน และสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ที่จะขับเคลื่อนให้ยุทธศาสตร์นั้นเป็นจริง ที่ผ่านมาประเทศไม่มี "ยุทธศาสตร์" จึงต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

 

แต่จะปล่อยให้เดินไปสู่อนาคตที่มืดมนไม่ได้ ต้องมีการ “ออกแบบ-ดีไซน์ (Design)” ใหม่ ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ โมเดลการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ หรือการพัฒนาคุณภาพของคน ซึ่งรวมไปถึงคุณภาพของผู้นำประเทศที่ต้องสรรหาคนที่เป็นที่พึ่งได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

 

ช่วงสุดท้ายของ "ดินเนอร์ทอล์ก" ดร.สมคิด เรียกร้องว่า คนไทยต้องอย่าทอดทิ้งเมืองไทย ไม่เช่นนั้นวันหนึ่งประเทศจะกลายเป็นตัวอย่างของ “ความล้มเหลว” และการทำงานการเมืองต้องอดทน หนักแน่น ต้องพร้อมที่จะ “เจ็บตัวเพื่อชาติ” ทิ้งท้ายให้กลับไปนอนคิดด้วย “คิดอะไรให้คิดถึงบ้านเมืองก่อนที่จะมาคิดเรื่องส่วนตัว”

 

ฟังแล้วตีความกันเองนะครับว่า ดร.สมคิดจะกลับมาทำงานการเมืองหรือเลี้ยงลูกอยู่บ้าน!!

 

ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมต้องการคำตอบ” และได้สัมภาษณ์เพื่อออกรายการ “สุรนันทน์วันนี้” ด้วย

 

ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่พอทำกันได้ในฐานะบุคคลที่เป็น 1 ใน 111 นักการเมือง กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกถอนสิทธิการเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานได้

 

นายจาตุรนต์ เปิดใจว่าตั้งใจจะเขียนหนังสือ 3 เล่ม เล่มแรกเกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตีพิมพ์ไปแล้ว แต่ไม่ได้เผยแพร่ทั่วไปเพราะเจ้าตัวอยากให้เป็นหนังสือที่ใช้ในวงวิชาการและผู้เกี่ยวข้องโดยตรง

 

ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นเรื่องการศึกษา เพราะ นายจาตุรนต์ เองก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมา และมีความสนใจในประเด็นนี้เป็นพิเศษแต่เล่มนี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง คงต้องติดตามกันต่อไป

 

สำหรับเล่มที่เปิดตัวนั้น เป็น “การเมือง” เต็มรูปแบบสไตล์ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ที่เป็นนักการเมือง นักอภิปราย และทำงานเชิงวิเคราะห์ที่มองประเด็นปัญหาได้ทะลุปรุโปร่งคนหนึ่งในเมืองไทย

 

โดย นายจาตุรนต์ ได้เล่าว่า ตั้งใจรวบรวมประเด็นที่เคยพูดไว้ แต่ไปๆมาๆ ต้องเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด ร้อยเป็นประเด็น ได้ 27 เรื่อง และจัดเป็นรูปเล่ม ซึ่งแก่นสารที่ต้องการสื่อสาร คือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาและรักษาระบอบประชาธิปไตยเพื่อลูกหลานของเราทุกคน

 

ที่น่าสนใจคือ “กล้า” ที่จะพูดถึงประเด็นต่างๆอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นโยบายประชานิยม การทำรัฐประหารการร่างรัฐธรรมนูญ สถาบันตุลาการ องคมนตรี นิติรัฐ และความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ฯลฯ

 

ซึ่งเป็นมุมมองที่ใช่ว่าจะมีข้อสรุปทุกเรื่อง แต่เป็นข้อสังเกตที่จับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ขณะที่เหตุการณ์ยังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ยังไม่สิ้นสุด ยังไม่ยุติ

 

นายจาตุรนต์ เองก็ยอมรับว่าระหว่างเขียนไปบางเรื่องบางราวก็หักเหออกจากวิถีแต่โดยหลักใหญ่แล้ว เป็นไปตามข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในหนังสือ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดผู้อ่านก็จะได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ตลอดจนข้อคิดของคนๆหนึ่งที่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ “การเมือง” ถึงแม้จะไม่ได้เป็น “ตัวละคร” หลักก็ตาม

 

และก็เป็นความตั้งใจของ นายจาตุรนต์ ด้วย ที่เชื่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาและพัฒนาประชาธิปไตยคือการทำ “ความเข้าใจ” กับประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกประเด็น เพราะในที่สุดแล้วพลังของประชาชนจะเป็น “กำลัง” ที่จะต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร หากมีผู้ฉกฉวยโอกาส แทรกแซงการใช้อำนาจในระบบ ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือโดยอ้อม

 

นายจาตุรนต์ยังย้ำจุดยืนเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถึง กระบวนการบางอย่างที่พยายามใช้อำนาจแทนประชาชน และทำลายรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยในอดีต จนเกิดการรัฐประหาร ซึ่งก็ยังไม่จบ มีการตามล้างกันต่อเนื่อง

 

ความขัดแย้งทั้งหลายคงไม่หมดไปจากสังคมไทยในเร็ววันอย่างแน่นอน ซึ่ง นายจาตุรนต์ มีมุมมองคล้ายกับอีกหลายคนที่กล่าวกันว่า หากไม่นั่งหารือพูดจากันด้วยความจริง ความขัดแย้งที่มีจะกลับมาแก้กันด้วยความ “รุนแรง” ทำให้คนไทยเสียเลือดเสียเนื้อ ทั้งที่ในอดีตคนไทยมีบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว

 

หรือหากศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ จะเห็นและเข้าใจว่าการใช้ความรุนแรงนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ในที่สุดก็ต้องมาเลือกตั้งกันอีก

 

นายจาตุรนต์ จึงเห็นว่า ถ้าทุกคนคิดได้ จะไปเสียเวลา “ตีกัน” และ “เลือดตกยางออก” ไปทำไม ควรที่จะเปิดโต๊ะนั่งรวมกัน ร่วมแก้ไขปัญหา หาทางออกให้กับประเทศซึ่งการตั้งคำถามถึง 27 คำถามจะเป็นจุดเริ่มของการแลกเปลี่ยนข้อคิดความเห็นนั้นได้เหมือนกัน

 

เสียดายครับทั้ง ดร.สมคิด และ นายจาตุรนต์ ต่างติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 เหลืออีก 3 ปี จึงจะออกมาโลดแล่นทางการเมืองได้ ปัจจุบันจึงหวังเพียงว่า รัฐบาลจะได้ยินได้ฟังได้อ่านบ้าง อาจเป็น “ทางสว่าง” จากวิกฤตครั้งนี้ได้!!

 

ตีพิมพ์ในนิตยสาร Power Time ฉบับเดือน พฤษภาคม