ชเล วุทธานันท์ อุตสาหกรรมไหมไทยสู่สายตาโลก1

by ownermdo_newshealth_386.jpg1 | 19-11-2009

 

ชเล วุทธานันท์ อุตสาหกรรมไหมไทยสู่สายตาโลก1

ออกอากาศเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552


 
สุรนันทน์ เรื่องอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เป็นเฉพาะด้าน เรื่องของ Home Textile วันนี้ผมอยู่กับคุณชเล วุทธานันท์ กรรมการบริหาร บริษัท เท็กซ์ไทล์ แกลลอรี่ จำกัด
เจ้าของแบรนด์ PASAYA แต่จริงๆคุณชเลทำสิ่งทอ อุตสาหกรรมสิ่งทอมานานมาก

ชเล  ทำมา 20 กว่าปี จริงๆแล้วก็เน้นไปที่เรื่องของ Home Textile เป็นหลัก

สุรนันทน์ 20 กว่าปี ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยเปลี่ยนไปเยอะหรือเปล่า

ชเล  เปลี่ยนไปเยอะ แต่ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ซะส่วนใหญ่ คืออุตสาหกรรมบ้านเราเดิมทีเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เพื่อการส่งออก พูดง่ายๆคือเป็น Mass Production พอประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเกิดขึ้นเราก็เริ่มสูญเสียตลาดของการส่งออก ก็ทำให้อุตสาหกรรมเราซึ่งไม่ได้วางโครงสร้างให้ดีตั้งแต่แรกจึงอยู่ในภาวะที่ลำบาก ถ้าเทียบกับเกาหลี หรือญี่ปุ่น หรือไต้หวัน เขาจะไปสู่ไฮเทคแล้ว ประเทศอุตสาหกรรมสิ่งทอยังเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างจะทำสินค้าพื้นๆ แล้วก็แข่งขันไม่ได้เชิงคุณภาพและนวัตกรรม

สุรนันทน์ ต้นทุนก็สูงกว่าเขา แต่ว่าคุณภาพยังไม่ได้เท่ากับสินค้าระดับสูงๆ เพราะฉะนั้นเราก็เหมือนกับติดอยู่ตรงกลาง อันนี้มันตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจรอบที่แล้ว เมื่อปี 40 ผมจำได้ว่าโรงงานสิ่งทอเจ๊งกันเยอะ

ชเล  หลังปี 40 รัฐบาลก็พยายามที่จะทำให้มันพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ว่าความต่อเนื่องมันไม่มีเนื่องจากว่าปัญหาทางการเมืองก็ดี ปัญหาอะไรต่ออะไรหลายอย่างในบ้านเรา ทำให้อุตสาหกรรมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมามีเรื่องของเทคโนโลยีประเภทคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เครื่องจักรซึ่งเคยวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 200 รอบ ขึ้นไปเป็น 800 -1000 รอบ กำลังการผลิตเปลี่ยนไปมาก ประเทศที่มีความสามารถในการลงทุนซื้อเครื่องจักรเขาก็สามารถแข่งกับเราได้โดยที่ไม่ต้องมีวิวัฒนาการทางด้านความรู้ ซื้อเครื่องจักรมาก็แข่งได้

สุรนันทน์ อันนี้หรือเปล่าที่คุณชเล ตัดสินใจทำแบรนด์ PASAYA ขึ้นมา

ชเล  ใช่ครับเพราะว่าในอุตสาหกรรมสิ่งทอบ้านเรา ความเป็นจริงต้องบอกว่าเราเป็นอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต แล้วก็มีโรงงานอีกจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิกส์ก็ดี ชิ้นส่วนยานยนต์ก็ดี บ้านเราถนัดที่สุดคือรับจ้างผลิต ตอนทีแรงงานเราถูกเขาก็มาใช้ได้ แต่พอแรงงานเราแพงเขาก็ไม่เอานี่คือปัญหา ดังนั้นผมมองว่าในระยะยาวถ้ายังอยู่ในอุตสาหกรรมรับจ้างเราจะอันตรายมาก เพราะฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้เราเป็นที่รู้จักก็คือต้องสร้างแบรนด์ของตัวเอง แล้วก็ขายเอง นี่คือเส้นทางที่ผมคิดว่าเป็นทางออกของอุตสาหกรรม แต่ถ้าเรายังรับจ้างไปพอเขารู้สึกว่าของเราแพง หรือเราลดราคาให้เขาไม่ได้เขาก็ย้ายฐานไปที่อื่น ก็มีแบรนด์ใหญ่ๆจำนวนมากของอเมริกามาลงออเดอร์ในเมืองไทย พอวันดีคืนดีเขาบอกว่าเขาย้ายไปจีน ย้ายไปเวียดนาม โรงงานนั้นก็ล้มไปเลย

สุรนันทน์ ตอนนี้คนมาจ้างคุณชเลทำ ก็ยังทำอยู่

ชเล  ก็รักษาลูกค้าอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็น้อยลงมากเหลือเพียงแค่ประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สุรนันทน์ การตัดสินใจสร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายในการตัดสินใจ อะไรที่มันจะทำให้มันน่าจะไปได้ น่าจะประสบความสำเร็จได้

ชเล  ผมคิดว่าการสร้างแบรนด์เป็นเรื่อยาก ทุกคนก็ทราบว่าการสร้างแบรนด์ต้องใช้ต้นทุนมหาศาล ต้องใช้ความพยายามมหาศาล แต่ผมคิดว่ามันไม่มีทางอื่นถ้าหากเราจะอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป มันจำเป็นจะต้องสร้างแบรนด์ต้องลุยไปข้างหน้าให้ได้

สุรนันทน์ อะไรเป็นตัวที่บอกว่าแบรนด์นี้มันจะทะลุเข้าไปในตลาดโลกได้

ชเล  ผมคิดว่าอุตสาหกรรมทุกอุตสาหกรรมมีสภาพที่คล้ายๆกันอย่างหนึ่ง คือจะต้องมีนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าเราทำสินค้ามาชิ้นหนึ่งแล้วขายอยู่อย่างนั้นไม่มีการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง นานๆไปคนเขาก็เบื่อ

สุรนันทน์ ในสิ่งทอคำว่านวัตกรรมสิ่งทอคืออะไร

ชเล  ยกตัวอย่างเช่นผ้าอยู่ที่ประโยชน์ใช้สอย สมมติว่าเสื้อคนที่ไปเล่นกอล์ฟทำอย่างไรให้เสื้อนั้นใส่แล้วไม่ร้อน เย็นสบายระบายเหงื่อได้ดี ผ้าที่จะใช้บนโต๊ะอาหารทำอย่างไรจึงจะซักสิ่งสกปรกออกไปได้ง่าย แล้วก็ผ้าที่ใช้สามารถที่จะป้องกันแบคทีเรีย คือไม่ใช้เป็นเรื่องความสวยงามอย่างเดียว

สุรนันทน์ อย่างผ้าม่านที่เรามองว่าสวย แต่จริงๆมันมีหลักวิทยาศาสตร์อยู่ด้วย

ชเล  ต้องมีครับ แล้วก็ทั้งหมดนี้คือนวัตกรรม ที่ต้องมีการพัฒนามีการศึกษาค้นคว้ามีการทดลอง มันก็เหมือนกับกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ต้องมีการทำเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา

สุรนันทน์ ทำไมถึงเลือก Home Textile ภาษาไทยเรียกว่าอะไร

ชเล  Home Textile คือ เคหะสิ่งทอ ที่เป็น Home Product เพราะมีขอบเขตของการเล่นเทคโนโลยีสูงมาก ผมคิดว่าในหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นช่องทางการตลาดที่เติบโตค่อนข้างดี ในขณะที่พวกเสื้อผ้าก็มีเส้นทางของมันก็อยู่ที่ความถนัดของแต่ละคนว่าจะไปเลือกตรงไหน

สุรนันทน์ แต่สินค้าพวก Home Textile ฝรั่งเขาใช้กันเยอะ

ชเล  เนื่องจากฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยในบ้าน สังคมไทยเราทุกวันนี้ก็พัฒนาไปทางนี้ เช่นซื้อบ้านแพงๆมีคอนโดแพงๆ เริ่มตกแต่งบ้านตัวเอง ตลาดไทยโตมากตั้งแต่ปี 40 เป็นต้นมาก็เติบโตมาโดยตลอด

สุรนันทน์ คนที่เลือกสินค้าของคุณชเล เขาดูอะไรครับ เขาดูดีไซน์หรือเขาดูนวัตกรรม

ชเล  ทั้ง 2 อย่าง คือดูทั้งดีไซน์ ดีไซน์ จะต้องดี ลักษณะเนื้อผ้าที่ต้องดูสวย คือสวยต้องมาก่อนแน่นอน เพราะถ้าหากว่าไม่สวยก็ไม่มีความหมาย แต่ถ้าหากว่าสวยอย่างเดียวแต่ไม่มีส่วนอื่นประกอบ ก็เป็นผ้าที่ดูไม่ดีไม่ทนทานในการใช้ คนเขาก็จะรู้สึกว่าถึงเวลาจะจ่ายเงินก็ต้องสงสัยก่อนว่าจะจ่ายแพงไปเพื่ออะไร ของเราการดีไซน์จะเป็นทีมงานคนไทย ที่ดูไม่ค่อยเป็นไทยเท่าไหร่เนื่องจากว่าตลาด แนวผ้าบางอย่างเหมือนกับแนวสปาแบบไทย

สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นสิ่งทอไทยก็สามารถเป็นมาตรฐานโลกได้

ชเล  ทำได้เหมือนกัน ของเราจะทำโดยการติดตามเรื่องของข่าวสารต่างๆ นิตยสารเมืองนอกเกือบทุกเล่มซื้อหมด ต้องมาดูว่าเขาเดินอย่างไร ในแง่ของสินค้าเราจะทำอะไรที่เป็นสิ่งที่เขาต้องการ แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะเอาเรื่องราวของเราในสิ่งที่เป็นพื้นฐานวัฒนธรรมแบบเอเชีย เวลาผมมองไทยผมไม่ได้มองเฉพาะประเทศไทยผมมองเอเชียทั้งหมด เอเชียของเราได้ตั้งแต่อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น ทำอย่างไรที่จะสอดแทรกสิ่งที่เป็นความรู้สึกแบบเอเชีย ปรัชญาแบบเอเชียลงไปในสินค้าในการดีไซน์ของเรา

สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่าทั้งคนเอเชียเองก็น่าจะซื้อคือไม่ใช่แค่ในประเทศไทย  แต่ถ้าเป็นเอเชียก็จะเป็นฐานที่ไปต่างประเทศฝรั่งก็จะชอบด้วย ตรงนี้การตอบรับเป็นอย่างไรครับ

ชเล  การตอบรับดีครับ ดีขึ้นทุกปี ในแง่ของสินค้าที่ใช้ในการตกแต่ง ทุกวันนี้ลูกค้ากระจายไปทั่วหมดตั้งแต่ ยุโรปกับเอมริกาเขาเจอปัญหาเศรษฐกิจถดถอย เราก็ต้องไปหาตลาดในอินเดีย ในจีน ทุกวันนี้ที่อินเดียก็ขายดีแล้วอินเดียก็เป็นประเทศที่น่าสนใจตรงที่ว่าเขาเป็นประเทศที่กำลังเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนก็เหมือนกันก็เป็นประเทศที่เกิดใหม่แล้วก็มีคนรวยอยู่มากคนที่กำลังสนใจ แล้วคนจีนเขาก็แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าเป็นสินค้าที่ดีในความรู้สึกของเขาคือต้องแพงด้วย ถ้าบอกไปถูกๆเขาจะรู้สึกว่าเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยดี นี่ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่

สุรนันทน์ พูดถึงแบรนด์ PASAYA ทำไมเลือกชื่อ PASAYA

ชเล  เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีประวัติความเป็นมายาวพอสมควร จริงๆแล้ว PASAYA ก็เป็นคำที่เป็นคำไทยตอนนั้นเรามีพฤติกรรมในแผนกดีไซน์ของเราคือชอบตั้งชื่อที่เป็นภาษาไทยแล้วก็มาเรียกมันเป็นเสียงฝรั่ง PASAYA ก็มาจากคำว่า แพศยา แต่คำนี้เวลาพูดขึ้นมาคนเขาจะสะอึกทุกคนเลย ผมก็มาดูคำนี้ จริงๆแล้วคำนี้เป็นคำที่ไม่ใช่เป็นคำไม่ดี เป็นคำที่ใช้ประณามผู้หญิง คนที่จะถูกขนานนามว่าเป็น PASAYAหรือ แพศยา หนึ่งจะต้องเป็นคนสวย ไม่สวยเป็นไม่ได้ อันที่สองจะต้องเป็นคนฉลาดคนเก่ง เพราะถ้าไม่ฉลาดไม่เก่งอยู่แต่ก้นครัวถึงสวยแค่ไหนก็ไม่ใช่แพศยา แล้วที่สำคัญยิ่งกว่านั้นประการที่สามจะต้องมีอำนาจ เพราะว่าถ้าไม่มีอำนาจจะไปแย่งสามีของคนอื่นมาไม่ได้ แล้วความเป็นจริงก็คือในประวัติศาสตร์โลกหรือแม้กระทั่งประวัติศาสตร์ไทยคนที่จะถูกขนานนามว่าเป็นผู้หญิงแพศยา มีอยู่เพียงไม่กี่คน คนหนึ่งที่เรารู้จักคือพระนางคลีโอพัตรา

สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องสยบกับแบรนด์นี้หมด

ชเล  ก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น เพราะมันสะท้อนออกมาในบุคลิกของผลิตภัณฑ์ว่าจะต้องเป็นสินค้าที่ดูสวยและมีคุณค่า แล้วก็ต้องเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

สุรนันทน์ ผมดูผลิตภัณฑ์ของ PASAYA แล้วรู้สึกว่ามันมีพลังในตัวเอง

ชเล  เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา หรือแนวคิดในการออกแบบ แต่ใช้ชื่อPASAYA ก็ดีนะครับเพราะว่าคนก็สงสัยว่าคืออะไร แล้วก็จะจดจำได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ก็มีผ้าสำหรับตกแต่งบ้านทั้งผ้าม่าน ผ้าหุ้มเบาะ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ที่มีความละเอียดสูง อีกส่วนหนึ่งก็คือ Textile Art ที่ทอด้วยเส้นไหมค่อยๆทอเข้าไปทีละเส้น ซึ่งจะมีความละเอียดสูง เป็นรูปต่างๆใส่ไว้ในกรอบรูปสำหรับตกแต่งบ้าน

สุรนันทน์ ผลิตภัณฑ์ของ PASAYA ขายทั้งในและต่างประเทศ

ชเล  ในประเทศก็มีที่สยามพารากอน ชั้น 3 เป็นร้านของเราเอง สินค้านี่จะขายที่ห้างเซ็นทรัลบางสาขา แล้วในกรณีที่ต้องการซื้อในราคาที่ย่อมเยาลง แต่สินค้าอาจจะมีไม่ครบสี ไม่ครบชุด ก็มีเป็น Outlet ส่วนห้างที่เมืองนอกเราจะมีร้านของเราที่กัวลาลัมเปอร์ แล้วก็จะมีร้านขายอีกจำนวนมากในอินเดีย ในเซี่ยงไฮ้ ในออสเตรเลีย ภายใต้แบรนด์ PASAYA

สุรนันทน์ คุณชเลมองว่าอีก 5 ปี 10 ปี PASAYA จะไปในทิศทางไหน

ชเล  ก็คงโตในทิศทางการสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร