ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที กระแส ครีเอทีฟ อีโคโนมี่ หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

by ownermdo_newshealth_380.jpg | 09-11-2009

 

ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที กระแส ครีเอทีฟ อีโคโนมี่ หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552


 
สุรนันทน์ วันนี้อยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  คุยกับคุณฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที เป็นผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  และยังเป็นอินทีเรีย ดีไซน์เนอร์  ฉะนั้นตรงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  งานออกแบบภายในก็ต้องดูแลกันหน่อย  หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  เปิดมา 1 ปีแล้ว ซึ่งก็ต่อสู้กันมานานกว่าจะสร้างสำเร็จ และ 1 ปี ที่เปิดมามันได้เป็นไปอย่างที่คิด หรือยัง

ฉัตรวิชัย ที่จริงแล้ว โครงการนี้ 15 ปีแล้ว และก็ตึกออกแบบมา 12 ปีแล้ว สร้างก็ใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี ก็ยังดีอยู่ เป็นพื้นที่ที่ทำให้แก่สาธารณะซึ่งดูหรู

 สุรนันทน์ และถ้าพูดถึงเนื้อในของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  เป็นยังไง คุณฉัตรวิชัย แฮปปี้ไหม

ฉัตรวิชัย แฮปปี้ สิครับ เรารู้ว่า คนที่จะเดินเข้ามาพิพิธภัณฑ์ของเรามันต้องปูพื้นกันอีกเยอะมาก เราต้องการดึงคนจากย่านใจกลางเมืองให้เข้ามา เรามีทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร มีหนังสือ มีห้องสมุด เสร็จแล้วบรรยากาศของศิลปะก็จะค่อยๆแจมเข้ามา

สุรนันทน์ เป็นการดึงคนเข้ามา และทำไมความรู้สึกของคนไทยจึงคิดว่าการเข้าพิพิธภัณฑ์มันถึงเข้ายากล่ะ 

ฉัตรวิชัย ผมคิดว่าไม่เฉพาะคนไทยหรอก ต่างชาติเองก็เข้ายาก ถ้าคิดว่าเรื่องของศิลปะเป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อยศิลปินทำกันเองดูกันเอง มันก็ยาก แต่เราไม่ได้มุ่งไปอย่างนั้นเรามีหอศิลป์ก็เพราะเราต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วม

สุรนันทน์ คุณฉัตรวิชัย ต้องการให้คนเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกยังไง

ฉัตรวิชัย ผมคิดว่าศิลปะ มันนน่าจะเปิดคนได้บ้าง เราคิดว่าตั้งแต่เด็กเราก็ควรเปิดแฟ้มให้เขาเลย ให้เขาเรียนรู้ได้ มันเป็นเรื่องของสื่อ เช่น เรื่องตา เรื่องหู การฟัง เป็นการฝึกให้รู้จักคิดเองได้ ตาแหลม ตาคม หูก็ไม่เบา

สุรนันทน์ ฉะนั้นทักษะของศิลปะ ในการเรียนรู้ มันเป็นเรื่องของทักษะชีวิตด้วย อย่างนั้นพอเดินเข้ามาตรงนี้ อะไรที่จะทำให้เขาเดินเข้ามาที่นี่แล้วเขาได้ทักษะกลับไป

ฉัตรวิชัย ก็บรรยากาศที่แวดล้อม อาคาร นิทรรศการไม่ใช่มีแค่นิทรรศการ เรายังมีเรื่องของละคร วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี ที่นี่มีพร้อมหมดทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และยังมีเครือข่ายคนทำงานศิลป์เข้ามาคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน และก็เป็นเสมือนพื้นที่กลางระหว่างคนทำและคนดูให้เข้ามาช่วยกันแชร์ ความคิดและประสบการณ์

สุรนันทน์ ลองยกตัวอย่าง นิทรรศการที่เด่นๆ ซึ่งเคยจัดแสดงมา

ฉัตรวิชัย เปิดมาปีหนึ่งก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ รอยยิ้มสยาม กรุงเทพ226 ซึ่งปูพื้นในเรื่องของวัฒนธรรมว่ากรุงเทพมีอะไร มีทั้งของเก่า จนถึงศิลปะร่วมสมัย

สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นที่นี่ไม่ได้จำกัดใช่ไหม เช่นว่า งานนี้เป็นโมเดิร์นอาร์ต เป็นศิลปะร่วมสมัย ทันสมัย หรือว่าเป็นของเก่า

ฉัตรวิชัย ที่นี่ไม่จำกัด เพราะเราต้องการสร้างให้ศิลปะเข้าไปอยู่ในครรลองของสังคม ให้ศิลปะ วัฒนธรรมเข้าไปอยู่ในใจคน อยู่ในสมองแล้วรู้จักที่จะนำออกมาใช้

สุรนันทน์ ที่นี่ไม่ได้ต้องการให้คนที่เข้ามามาแต่เพียงเดินดู เดินชมอย่างเดียว แต่ต้องการให้ได้ความรู้ด้วย แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไรบ้าง

ฉัตรวิชัย นอกจากมีคนนำเดินชมนิทรรศการแล้ว ยังมีเรื่องของอินเทอร์แอคทีฟ เช่นการให้เขียนแสดงความคิดเห็นว่ารู้สึกกับงานที่ชมอย่างไร คือมีส่วนร่วมได้ และคิดอะไรบ้างกับเรื่องเหล่านี้

สุรนันทน์ แล้วส่วนใหญ่เขาคิดกันอย่างไร เพราะสังคมไทยตอนนี้ข้างนอกมันวุ่นวายเหลือเกิน  ตรงนี้มันจะทำให้คนจิตใจอ่อนไหวขึ้นไหม จะทำให้เขาดีขึ้นไหม หรือว่าคุณฉัตรชัย คิดว่าสังคมมันควรจะเป็นยังไง

ฉัตรวิชัย ผมคิดว่า อย่างน้อยที่เปิดมาหนึ่งปีนี้  มีข่าวดีอย่างหนึ่งคือเด็กๆของเราได้มีส่วนร่วมมากเลย มีส่วนร่วมทั้งเขียนทั้งทำ เพราะฉะนั้นเรามีความหวังรออยู่เยอะเลย

สุรนันทน์ แสดงว่าเด็กไทยเรากล้าแสดงออกกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่นี่ก็จะมีความหลากหลาย

ฉัตรวิชัย แน่นอน เรามีนิทรรศการที่หลากหลาย ทั้งศิลปะ ทั้งงานร่วมสมัยเช่นหุ่นยนต์ เรื่องของสุภาษิตไทยที่แสดงโดยภาพเขียนของศิลปินทั้งหลาย ในเรื่องของอินเทอร์แอคทีฟการมีส่วนร่วมของคนชมเราก็จะให้เขียนด้วย เด็กจะได้เขียนได้แสดงออก อย่างเช่นในส่วนของรูปภาพสุภาษิต เป็นต้น ผมคิดว่าศิลปะเป็นวิชาเดียวในโรงเรียนที่ช่วยให้เด็กได้แสดงออก เพราะอย่างอื่นนี่สุมเข้าหมด แต่ศิลปะเป็นอะไรที่ทำให้เราได้สามารถสนทนากับตัวเอง กับผู้อื่น

สุรนันทน์ และพ่อแม่ล่ะครับ สมัยนี้พ่อแม่เขาสนับสนุนส่งเสริมลูกในเรื่องศิลปะกันอย่างไร คิดจะให้เป็นศิลปินไหม

ฉัตรวิชัย พ่อแม่ที่เขาฉลาด เขาไม่จำเป็นต้องให้ลูกเป็นศิลปินหรอก เขาเพียงแต่ต้องการฝึกให้ลูกเป็นศิลปะเพราะต้องการในเรื่องของทักษะมากกว่า เช่น ให้เรียนดนตรี เรียนบัลเล่ต์ เรียนวาดเขียน เพราะที่จริงต้องการฝึกในเรื่องการมองศิลปะมากกว่า การพัฒนาทักษะเหล่านี้เติบโตไปเราก็จะเป็นนักธุรกิจหรือนักบริหารเราก็จะมีการสร้างสรรค์ ตีบทแตก คิดเองได้คิดเองเป็น โดยที่จำเป็นต้องเป็นศิลปินเท่านั้นหรอก ที่จะต้องใช้ทักษะของศิลปะเหล่านี้ ปัญหามันคือเช่นว่าผมมีรูปสวยๆถ้าผมไม่ได้เปิดช่องสื่อให้ตั้งแต่เด็กเขาก็ไม่เข้าใจ เราสื่ออะไรไปเขาก็ไม่เข้าใจ  ฉะนั้นเรามีหน้าที่เปิดสื่ออันนั้นเลย ช่องว่างที่มีเราต้องทำให้แคบลง

สุรนันทน์ คุณฉัตรวิชัย ครับ ช่วงนี้เขามีคำว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี่ หรือเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ศิลปะมันก็ช่วยให้เกิดความสร้างสรรค์ได้ เราจะนำมาเกี่ยวกันอย่างไร

ฉัตรวิชัย มันเกี่ยวกันมาก รู้สึกว่าคำนี้ มีรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษใช้ก่อนเมื่อประมาณสัก 10 ปี มาแล้ว ซึ่งมันแฝงอยู่เยอะมากเลย และคำที่บอกว่า ครีเอทีฟอีโคโนมี่ ที่จริงมันใหญ่กว่าอุตสาหกรรมรถยนต์อีก

สุรนันทน์ และในความคิดของคุณฉัตรวิชัย คิดว่ามันคืออะไร

ฉัตรวิชัย ที่จริงการคิด การใช้สมองเชิงสร้างสรรค์ ของเรื่องการออกแบบดีไซน์ ถ้ามองแล้วมันแฝงไปในทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แฟชั่น เรื่องของการออกแบบโฆษณา แม้แต่เรื่องของบันเทิง ละคร ภาพยนตร์ มันก็อยู่ในสมองเราโดยไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรเลย

สุรนันทน์ คือทุกอย่างมันก็ล้วนแต่ใช้ความคิด

ฉัตรวิชัย ใช่ มันไม่จำเป็นต้องวัดได้ มันไม่ใช่อุตสาหกรรม โรงงาน โรงแรม ทัวร์ หรืออินดัสทรี หรืออุตสาหกรรมหนัก

สุรนันทน์ คือมันวัดไม่ได้

ฉัตรวิชัย มันวัดยาก แต่ว่ามันแฝงไปได้หมด เช่น รถยนต์ไม่สวยก็ไม่มีใครซื้อ ที่จริงหน่วยงานของโรงเรียนศิลปะมันต้องครอบคลุมสิ่งเหล่านี้หมดเลย  ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้ามองแล้วจะเห็นว่ามันมีผลต่อเศรษฐกิจของบ้านเมืองมาก มันจะขาดดุลหรือว่ามันจะสมดุล มันอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งที่จริงของคนไทยเราก็เก่งเหมือนกันนะ อย่างเรื่องของการโฆษณาเราเก่งมากเลย แต่เรื่องของภาพยนตร์เราเก่งไม่มาก เพราะเราไปดูของฮอลลีวู้ดหมด แต่ว่าถึงอย่างไรมันก็ยังเป็นเรื่องของงานสร้างสรรค์นะ และถ้าเกิดว่าเราไม่สนับสนุนกันตรงนี้เราก็เสียดุลตลอด

สุรนันทน์ แต่อุตสาหกรรมของเราก็ไม่เลวเหมือนกัน รูปร่างหน้าตาขายเมืองนอกได้ แต่ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นว่าต่างประเทศมาซื้อคนของเราไป เพราะของเราเด่นไม่กี่คน ผมอยากว่าอะไรในความคิดของคุณฉัตรวิชัย ที่อยู่วงการศิลปะมา อะไรที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

ฉัตรวิชัย โลกเราอย่างน้อยมันต้องการศิลปะ ว่ามาตั้งแต่เครื่องนุ่งห่ม จนถึงรถยนต์มันต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว อันที่จริงความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้มันต้องมีอย่างน้อยเรื่องขององค์ความรู้ คือปัญหาของบ้านเรามันคือไปยืมต่างประเทศเขาใช้จนเคยตัว เราอาจจะผลิตได้ เทคนิคดี แต่ที่จริงหัวคิดหรือต้นตอที่เป็นโจทย์ของมันมาจากเมืองอื่นหรือเปล่า ที่ถ้าเกิดเราคิดเองได้บ้างล่ะ เราเริ่มคิด ดูว่าจะเริ่มจากตรงไหน แล้วมันขาดตรงไหน 

สุรนันทน์ การทำหอศิลป์ ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มหนึ่งได้หรือเปล่า

ฉัตรวิชัย เราต้องการเปิดพื้นที่ตรงนี้ ให้เป็นจุดเริ่มต้นความคิดสร้างสรรค์ เป็นเหมือนต้นน้ำ เราต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก อย่างเช่นการเขียนบทละครถ้าเราไม่รู้จักเปิดใจให้กว้าง ต่อให้ไปเขียนบทยังไงมันก็เขียนไม่ออก บางทีมันต้องปูพื้นตั้งแต่เด็ก อันนี้แค่ยกตัวอย่างการเขียนสคริ๊ปอย่างเดียว มันก็แย่แล้ว เมืองไทยเราอ่อนเรื่องสคริ๊ป

สุรนันทน์ อย่างนี้มันต้องอยู่ในระบบการศึกษาเราไหม เราจำเป็นต้องไปสอนตั้งแต่ประถมหนึ่งเลยไหมว่าต้องมีความคิดสร้างสรรค์ หรือเราสอนไม่ได้?

ฉัตรวิชัย สอนกันได้ ฝรั่งมังค่าที่เขาชนะเราเขาสอนกันตั้งแต่เด็ก เขามีโรงเรียนศิลปะ ฉะนั้นหากเรามามองที่เรื่องของต้นน้ำปลายน้ำ  การที่เราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์โดยที่อัดแต่ปลายน้ำ โดยไม่ดูแลต้นน้ำ มันก็เป็นไปไม่ได้

สุรนันทน์ และ ต้นน้ำ ของคุณฉัตรวิชัย คืออะไร

ฉัตรวิชัย ต้นน้ำ คือวัฒนธรรมของเราเอง ซึ่งที่จริงแล้วเราก็ไม่อยากให้มันสูญพันธุ์ และบางทีวัฒนธรรมไทยเราอาจจะส่งผลอะไรที่มันดีๆให้แก่ชาวโลกได้ แทนที่จะไปยืมความคิดต่างชาติเขามาใช้ตลอด

สุรนันทน์ จริงเรื่องความคิดของไทยๆ เดี๋ยวนี้ต่างชาติเขาก็นิยมกันเยอะนะ  เช่นอาหารไทย เขาก็นิยม ยอมรับ

ฉัตรวิชัย มีเยอะครับ งานสถาปัตยกรรมไทย ก็มีเยอะ อย่าง ย่อมุมสิบสอง อะไรอย่างนี้ เฟอร์นิเจอร์ก็มี รู้ไหมตอนนี้เฟอร์นิเจอร์ไทยเราต้องไปฟ้องฝรั่งเขาแล้ว  แต่ทั้งนั้นทั้งนี้เรื่องพื้นฐานมันสำคัญ

สุรนันทน์ ถ้าจะให้คุณฉัตรวิชัย แนะนำผู้ชมที่มีบุตรหลาน และอยากให้พวกเด็กๆมีความคิดสร้างสรรค์ดีๆ ต้องฝึกฝนยังไง

ฉัตรวิชัย กระบวนการในการคิดนี่แหละ จะทำให้เด็กเราสามารถคิดเองเป็นเอง โดยการใช้ศิลปะ มันคล้ายๆว่าเป็นโปรเจกต์ เป็นตุ๊กตา เป็นโมเดลทั้งหลาย ผมเห็นเด็กที่ประสบความสำเร็จในการคิดสร้างสรรค์บนเวทีประกวดต่างๆส่วนมากเด็กที่ชนะจะเคยเรียนศิลปะมา ซึ่งเขาสามารถตั้งโจทย์ของตัวเองขึ้นมาได้  โดยเริ่มจากสิ่งเหล่านี้แหละ และศิลปะก็ไม่ใช่แขนงใดแขนงเดียว เรามีทั้งปั้น วาด มีทั้งการฟัง ดู เช่นเรื่องดนตรี เราก็ต้องค่อยๆแฝงค่อยๆซึมซับไปตรงนั้น ให้ครบทุกแขนง

สุรนันทน์ เพราะฉะนั้น การที่จะไปสอนให้เด็กคิดเป็น ต้องให้เด็กลงมือทำด้วย ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้กับศิลปวัฒนธรรมทุกแขนง  ประชาชนเด็กๆ คนทั่วไปสามารถเข้ามาชม เข้ามามีส่วนร่วมได้  ไม่ทราบว่าที่หอศิลปะฯนี้เปิดให้เข้าชมได้ยังไง มีค่าเข้าชมไหม

ฉัตรวิชัย ที่นี่เราเปิดให้เข้าชมฟรี คือเป็นนโยบายของกรุงเทพมหานคร ที่หลังจากสนับสนุนด้านโครงสร้างของพื้นที่และอาคารแล้ว ตอนนี้ก็สนับสนุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางสติปัญญา ให้กับเด็กและประชาชนทั่วไป ผมคิดว่าเรื่องของการที่ภาครัฐสนับสนุนตรงนี้ มันจะเป็นเหมือนกับการได้สร้างสิ่งสาธารณูปโภคให้กับประชาชน และสำหรับการสร้างพื้นฐานทางด้านศิลปะ และวัฒนธรรม  ผมอยากจะใช้ว่าเป็นการสร้างสาธารณูปโภคทางปัญญา ให้กับประชาชน และอยากให้มีการส่งเสริมสนับสนุนกันมากๆ หลายๆที่ เพราะมันเป็นต้นน้ำ ของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย

สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดให้ชมได้ฟรี ทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์ 1 วัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.

ฉัตรวิชัย ไปมาสะดวกครับ อยู่ตรงหัวมุมถนน สี่แยกปทุมวัน นั่งรถไฟฟ้ามาก็ได้ลงที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ แล้วก็เดินมาได้ใกล้นิดเดียว สะดวก ครับ